สวัสดีครับเพื่อนๆชาว thinkerfriend วันนี้ตามหน้าสื่อมีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงถึงสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับเทรนพฤติกรรมคนรับชม สื่อทีวีดิจิทัลที่กำลังถึงช่วงขาลง หลายช่องกำลังจะถูกปิดตัวลงตามกรอบระยะเวลา หรือในแง่การลงทุนอาจจะไปต่อไม่ไหว หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ กสทช.หาทางออกให้กับสื่อดิจิทัลเพื่อหาทางรอดร่วมกัน นี่คือสัญญาณวิกฤตและโอกาสการตัดสินใจสำคัญของสื่อไทย ผมนำข้อมูลและสถิติเทรนของการรับชมสื่อผ่านช่องทางต่างๆของทั่วโลก รวมถึงไทยมาเปรียบเทียบกันครับว่า
หากเราจะมูฟออนและกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารสื่อเพื่อให้ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมการรับชม ควรไปในทิศทางไหน มีข้อมูลสำคัญมาประกอบการพิจารณา ดังนี้
สารบัญ
สถิติเปรียบเทียบแนวโน้มสื่อปัจจุบันและอนาคต (2025-2030)
ชี้ การรวมเว็บแอปโอทีที คืออนาคตที่ยั่งยืนขององค์กร
สถิติเปรียบเทียบแนวโน้มสื่อปัจจุบันและอนาคต (2025-2030)
| ประเภทสื่อ | สถานการณ์ปัจจุบัน (2025-2026) | แนวโน้มอนาคต (ถึงปี 2030-2033) | อัตราการเติบโต (CAGR) |
| เว็บและสื่อดิจิทัล | ครองส่วนแบ่งตลาดสื่อสูงสุด ~38.9% | เติบโตต่อเนื่องเป็นสื่อกระแสหลักอันดับ 1 | +12.45% |
| OTT และ Streaming | มูลค่าตลาด ~118.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ | คาดการณ์มูลค่า 213.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2033 | +8.8% |
| ทีวีดั้งเดิม (Linear TV) | เม็ดเงินโฆษณาลดลง ~11-13% ต่อปี | พึ่งพารายได้จากการถ่ายทอดสดกีฬาเป็นหลัก (~40%) | ถดถอย |
| วิทยุดั้งเดิม | 62% ของผู้ฟังยังฟังผ่านวิทยุ แต่เริ่มย้ายไปสตรีมมิ่ง | ต้องควบรวมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Audio) | ถดถอย |
เครื่องมือจำลองด้านล่างนี้ แสดงการเปรียบเทียบส่วนแบ่งและทิศทางของสื่อแต่ละประเภทในช่วงทศวรรษนี้

ตารางเปรียบเทียบการรับชมสื่อทั่วโลกได้เคลื่อนตัวออกจากระบบโทรทัศน์เชิงเส้นที่กำหนดตารางเวลาออกอากาศตายตัว (Linear TV) ซึ่งประกอบไปด้วยโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เคเบิลทีวี และโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน (Broadcast) ไปสู่แพลตฟอร์มวิดีโอออนดีมานด์ (Over-The-Top หรือ OTT) อย่างสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนและไม่สามารถปฏิเสธได้ผ่านข้อมูลการวัดเรทติ้งและพฤติกรรมการรับชมในระดับมหภาค
ปัญหาและความท้าทายของสื่อดั้งเดิม (ทีวีและวิทยุ)
- เม็ดเงินโฆษณาและการเข้าถึงลดลง ผู้ชมยกเลิกเคเบิลทีวี (Cord-cutting) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในสหรัฐฯ ครัวเรือนที่ดูทีวีผ่านเคเบิลลดลงเหลือเพียง ~36% ทำให้เม็ดเงินโฆษณาบนทีวีดั้งเดิมถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงกว่า 11-13% ในปี 2026
- ขาดความแม่นยำในการวัดผล (Data & Analytics) แบรนด์และผู้ลงโฆษณาต้องการจ่ายเงินให้กับสื่อที่วัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ชัดเจนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด (Targeting) ซึ่งเรตติ้งทีวีและวิทยุแบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลที่ละเอียดเท่าสื่อดิจิทัล
- การพึ่งพารายการสดมากเกินไป เพื่อดึงคนดูไว้ ทีวีดั้งเดิมต้องลดการลงทุนสร้างรายการใหม่ และหันไปพึ่งพา การถ่ายทอดสดกีฬา (Live Sports) ซึ่งกลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 40% ของทีวีดั้งเดิม
การเติบโตของสื่ออนาคต (OTT, สตรีมมิ่ง และเว็บไซต์)
- พฤติกรรม On-Demand: ผู้ชมเปลี่ยนพฤติกรรมมาดูผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งบนจอทีวีอัจฉริยะ (Connected TV – CTV) ซึ่งให้อิสระในการเลือกเวลาและเนื้อหา โดยผู้ชม Gen Alpha มีอัตราการดู CTV เติบโตถึง 6.5% ต่อปี
- โมเดลสตรีมมิ่งแบบมีโฆษณา (Ad-Supported Tiers & FAST): แพลตฟอร์ม OTT แก้ปัญหาค่าสมาชิกแพงด้วยการเพิ่มแพ็กเกจดูฟรีหรือราคาถูกแต่มีโฆษณา (FAST) ซึ่งช่วยดึงเม็ดเงินโฆษณาจากทีวีดั้งเดิมมาสู่สตรีมมิ่งได้อย่างมหาศาล โดยมีอัตราคนดูโฆษณาจนจบ (Completion Rate) สูงกว่า 90% เมื่อดูผ่านจอทีวี
- เว็บไซต์ยังคงเป็นศูนย์กลาง เว็บและเนื้อหาดิจิทัลยังคงเติบโตสูงสุด เพราะเป็นตัวเชื่อมต่อพฤติกรรมผู้ชมจากทุกช่องทาง (Social, Video, E-commerce) และรองรับโฆษณาแบบ Interactive ที่ผู้ชมสามารถกดสั่งซื้อได้ทันที (Shoppable Ads)
ต้นเหตุการปรับตัวส่งผลต่อพฤติกรรมการรับชม
เทคโนโลยีความเร็วสูง (5G), สมาร์ทโฟนราคาถูกลง และสมาร์ททีวีที่แพร่หลาย ทำให้ ความสนใจของผู้คนแตกกระจาย (Fragmentation of Attention) ออกไปในหลายแพลตฟอร์ม รายงานของ Deloitte ระบุชัดเจนว่า เส้นแบ่งระหว่างสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิทัลกำลังหายไป องค์กรสื่อที่จะรอดในอนาคตคือองค์กรที่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชม (Audience Intelligence) ที่ดีเยี่ยม และสามารถปรับตัวสร้างเนื้อหาข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างไร้รอยต่อ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- 2026 Media & Entertainment Industry Outlook – Deloitte
- Media Streaming Market Size, Share and Forecast, 2026-2033 – Coherent Market Insights
- Media Market Size, Growth & Share 2031 – Mordor Intelligence
- Connected TV Statistics & Trends in 2026 – StackAdapt
ชี้ การรวมเว็บแอปโอทีที คืออนาคตที่ยั่งยืนขององค์กร
การรวม OTT (Over-The-Top Streaming) กับเว็บไซต์สำหรับองค์กรสื่อ คือการผสานแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (แอปหรือบริการวิดีโอออนดีมานด์) เข้ากับเว็บไซต์หลักให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เช่น ใช้เว็บไซต์เป็น hub กลางสำหรับเนื้อหา บทความ ข่าว และลิงก์ไปยังสตรีมมิ่ง หรือ embed player บนเว็บ พร้อม SSO (Single Sign-On) และข้อมูลผู้ใช้ร่วมกัน นี่คือแนวทาง Media Convergence ที่ช่วยให้องค์กรสื่อปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล
ข้อดี (Pros)
- เข้าถึงผู้ชมกว้างและยืดหยุ่น ผู้ชมสามารถรับชมผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (desktop/mobile) โดยไม่ต้องโหลดแอป หรือสลับไป OTT บน Smart TV ได้ง่าย ช่วยรองรับ multi-device และ multi-platform ได้ดี
- ข้อมูลผู้ใช้และ Personalization รวมข้อมูลจากทั้งสองช่องทาง (web analytics + OTT viewing data) ช่วยทำ recommendation ที่แม่นยำ สร้าง personalized experience เพิ่ม engagement และ retention
- ต้นทุนและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ใช้ infrastructure ร่วมกัน (CDN, CMS, user database) ลดความซ้ำซ้อน ควบคุมแบรนด์เดียว (white-label) ได้ดี
- monetization ที่หลากหลาย รวม subscription, ads, TVOD บนทั้งสองช่องทาง เพิ่มรายได้จากโฆษณา targeted และ e-commerce integration
- SEO และ Discoverability เว็บไซต์ช่วยดึง traffic จาก search engine และ social media แล้วนำไปสู่ OTT content
- ความคล่องตัว เหมาะกับ live streaming, VOD และ UGC (User-Generated Content)
ข้อเสีย (Cons)
- ต้นทุนพัฒนาและบำรุงรักษาสูง ต้องพัฒนา integration (API, headless architecture) ให้ seamless อาจมีปัญหา compatibility ระหว่างระบบ
- ความซับซ้อนทางเทคนิค User experience ต้องสอดคล้องกันทั้งเว็บและ OTT มิเช่นนั้นผู้ใช้อาจสับสน (เช่น login ต่างกัน, player ไม่ลื่นไหล)
- การแข่งขันและ fragmentation ผู้ชมยังกระจายไปหลายแพลตฟอร์ม (Netflix, YouTube, TikTok) การรวมกันอาจไม่พอถ้าตลาดอิ่มตัว
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกฎหมาย Data privacy (GDPR/PDPA), copyright, piracy เพิ่มขึ้นเมื่อเนื้อหาอยู่หลายช่องทาง
- Churn และ competition ผู้ใช้ยกเลิก subscription ง่ายหาก UX ไม่ดี หรือเนื้อหาไม่น่าสนใจพอ
ความเหมาะสมกับความต้องการรับชมของผู้ชม
การรวมกันนี้ เหมาะสมสูง ในยุคปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไป
- ต้องการ On-demand + Flexibility — ดูได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์หลากหลาย (mobile สำหรับ on-the-go, TV สำหรับ binge-watch)
- Personalized & Interactive — เว็บช่วยค้นหา/อ่านบทความประกอบ แล้วสตรีมต่อบน OTT
- Free + Premium Mix — เว็บรองรับ AVOD (ads-supported) สำหรับ traffic สูง ส่วน OTT รองรับ SVOD สำหรับเนื้อหาพรีเมียม
- เหมาะกับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ Gen Z/Millennials ที่ชอบ multi-tasking และ short-to-long form content
- รองรับ Live Events (กีฬา ข่าว) ได้ดี โดยเว็บทำ teaser/promotion และ OTT ทำ full streaming
อย่างไรก็ตาม ไม่เหมาะกับองค์กรที่มีทรัพยากรจำกัด หรือเน้นเฉพาะ linear TV แบบเดิมโดยไม่ยอมปรับ
กลยุทธ์ในการพัฒนาและปรับปรุง
- Headless Architecture + API-First แยก frontend (เว็บ/แอป) ออกจาก backend ช่วยให้อัพเดทได้เร็ว รองรับ multi-device ได้ดี
- Unified User Experience & Single Sign-On ใช้ account เดียวกันทั่วทุกแพลตฟอร์ม พร้อม recommendation engine ที่ใช้ AI
- Content Strategy แบบ Hybrid
- เว็บ: ข่าว บทความ short-form SEO-friendly
- OTT: Long-form, exclusive content, live
- Cross-promotion ระหว่างทั้งสอง
- Data-Driven & Personalization: รวม analytics (web + OTT) ใช้ AI สำหรับ recommendation และ targeted ads
- Monetization Mix: SVOD + AVOD + TVOD + Bundling (เช่น bundle กับ telco)
- Multi-Device & Accessibility รองรับ adaptive bitrate streaming (HLS/DASH) 4K/低 latency สำหรับ live
- Marketing & Growth
- SEO/ASO + Social integration
- Push notifications, email, CRM
- Partnerships กับ influencers หรือแพลตฟอร์มอื่น
- Security & Compliance: DRM, anti-piracy, data privacy
- Testing & Iteration: เริ่มด้วย MVP (Minimum Viable Product) แล้ววัดผล (retention, watch time, churn) แล้วปรับปรุงต่อเนื่อง
- Long-term Vision เตรียมพร้อมสำหรับ Web3, interactive content, หรือ metaverse integration
ตัวอย่างองค์กรที่ทำสำเร็จ Broadcasters หลายแห่ง (เช่น BBC, Thai PBS) ที่มีเว็บไซต์หลัก + OTT app ของตัวเอง หรือบริการอย่าง Vimeo OTT, Kaltura ที่รองรับ integration ดี
การรวม OTT กับเว็บช่วยให้องค์กรสื่อแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ผลิตเนื้อหา” เป็น “ผู้ให้บริการประสบการณ์” ที่ครบวงจร ข้อสำคัญคือ เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และลงทุนเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง





