กระทบแน่! เมื่อสถานการณ์สื่อถูกบีบจากทุกด้าน คอนเทนน์จะอยู่รอดอย่างไร ในวันที่ช่องออนแอร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และอัลกอริทึมไม่แน่นอน เปิดกลยุทธ์ช่องทางรอดในยุค AI MEDAI

สวัสดีครับเพื่อนๆที่ทำสื่อทุกคน ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าท่านเปิดเข้ามาอ่านข้อมูลนี้ แสดงว่าท่านกำลังจะวางแผนและกลยุทธ์ในวิกฤตสื่อที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคต ไม่ใช่แค่ไทยที่จะต้องเผชิญ ผมกำลังหมายถึงสื่อทั่วโลกจะต้องเจอ และกำลังหมกมุ่นกับการปรับแผนและยกระดับบุคลากรคนทำสื่อให้ปรับตัว ขอกลับมาที่สถานกาณ์ในไทยกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ หลังๆเพื่อนจะเห็นได้ว่า สมาคมฯสื่อ และผู้ผลิตออกมาพูดและวิเคราะห์กันหลายเด็น ที่พูดกันบ่อยที่สุดคือ สื่อดั้งเดิมกับการปรับตัว

ผมมีข้อมูลและแนวคิดที่สื่อทั่วโลกและองกรณ์สื่อกำลังวางแผนและเตรียมยุทธศาสตร์เพื่อรองรับคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะมา

แน่นอนครับ! ผมขอมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งอนาคตของใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่กำลังเข้าใกล้ปี 2572 พฤติกรรมผู้ชมที่ย้ายจากหน้าจอโทรทัศน์ไปสู่มือถือและแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงกติกาของ Social Media ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ล่าสุดยังเกิดกระแสความกังวลจากกรณี Facebook ทดลองจำกัดการโพสต์ลิงก์ภายนอกสำหรับบางบัญชีและเพจ ยิ่งทำให้องค์กรสื่อที่ลงทุนสร้างเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบ OTT ต้องกลับมาตั้งคำถามครั้งใหญ่

ถ้าวันหนึ่ง Facebook ไม่ช่วยส่งคนเข้าเว็บไซต์เหมือนเดิม และทีวีแบบเดิมไม่ได้เป็นช่องทางหลักอีกต่อไป สื่อจะเข้าถึงประชาชนอย่างไร?

คำตอบอาจไม่ใช่การพยายามรักษา “ช่องทีวี” ไว้ให้เหมือนเดิม แต่คือการเปลี่ยนองค์กรจาก สถานีโทรทัศน์ ให้กลายเป็น องค์กรผลิตเนื้อหาและข้อมูลที่สามารถกระจายไปได้ทุกแพลตฟอร์ม

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ Facebook หรือทีวี

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการเปลี่ยนกติกาของ Facebook คือ หลายองค์กรยังฝากความสามารถในการเข้าถึงประชาชนไว้กับแพลตฟอร์มที่ตัวเองไม่ได้ควบคุม

วันนี้อาจเป็น Facebook
วันหน้าอาจเป็น YouTube
Google อาจเปลี่ยนอัลกอริทึม
TikTok อาจปรับกติกา
หรือโครงสร้างการออกอากาศโทรทัศน์อาจเปลี่ยนไป

หากผู้ชมขององค์กรส่วนใหญ่อยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ เท่ากับว่าองค์กรมีผู้ติดตามจำนวนมากก็จริง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับผู้ชมเหล่านั้นอย่างแท้จริง

Facebook Page มีผู้ติดตามหนึ่งล้านคน ไม่ได้หมายความว่าองค์กรสามารถสื่อสารกับคนหนึ่งล้านคนได้ทุกครั้ง เพราะ Facebook เป็นผู้ตัดสินว่าจะส่งโพสต์ของเราไปถึงใครบ้าง

นี่คือความเสี่ยงที่องค์กรสื่อยุคใหม่ต้องจัดการ

จาก “ช่องทีวี” สู่ “Content Platform”

แนวคิดสำคัญที่สุดคือ ต้องเลิกคิดว่าทีวีเป็นศูนย์กลางขององค์กร แล้วมองว่า เนื้อหา ข้อมูล และความน่าเชื่อถือ ต่างหากคือสินทรัพย์หลัก

จากเดิมที่กระบวนการผลิตอาจเป็น

ทีวี → ตัดคลิป → Facebook → เว็บไซต์

ควรเปลี่ยนเป็น

Content Master → TV / Website / App / OTT / YouTube / Facebook / TikTok / LINE / Podcast

ข่าวหนึ่งเรื่องจึงไม่ควรถูกผลิตเพียงเพื่อออกอากาศครั้งเดียว

ข่าวหนึ่งเรื่องสามารถกลายเป็นข่าวเว็บไซต์ บทความสรุป คลิป YouTube คลิปสั้น Reels หรือ TikTok อินโฟกราฟิก Podcast รวมถึงข้อมูลสำหรับค้นย้อนหลังได้พร้อมกัน

เมื่อคิดแบบนี้ ต่อให้ในอนาคตรูปแบบโทรทัศน์เปลี่ยนไป เนื้อหาและระบบการผลิตขององค์กรก็ยังมีคุณค่า

เว็บไซต์และ OTT ต้องมากกว่า “ที่เก็บคลิป”

หลายองค์กรลงทุนทำเว็บไซต์ แอป และ OTT แต่ปัญหาคือประชาชนไม่มีเหตุผลมากพอที่จะเปิดใช้งาน

ถ้าเนื้อหาบนเว็บไซต์เหมือนกับสิ่งที่อ่านบน Facebook ทุกอย่าง คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลต้องออกจาก Facebook

เว็บไซต์และแอปจึงต้องสร้างสิ่งที่ Social Media ทำไม่ได้ เช่น

การดูถ่ายทอดสดแบบครบถ้วน
ระบบค้นหาข่าวและรายการย้อนหลัง
ฐานข้อมูลกฎหมาย
เอกสารประกอบ
Timeline เหตุการณ์
Fact Sheet
ระบบ Bookmark
การแจ้งเตือนประเด็นที่สนใจ
หรือบริการข้อมูลเฉพาะบุคคล

กล่าวอีกอย่างคือ

Website ไม่ควรเป็นเพียงคลังคลิป คลังข่าว แต่ต้องกลายเป็นบริการข้อมูล

สิ่งที่ผู้นำในยุคสื่อ AI Media ต้องคิดคือจะบริการแบบไหน ทำผู้ใช้งานได้ประการณ์จากการเข้าใช้เว็บไซต์ อาทิ AI สรุปข่าว chatbot บริการข้อมูล ถามมาตอบไป ส่งลิ้งก์คลิป ลิ้งก์ข่าว ข้อมูลกฎหมาย ประชุมสภา แบบอัตโนมัติ

เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่หาได้จากแพลตฟอร์มขององค์กรเท่านั้น เขาจึงมีเหตุผลที่จะกลับมาใช้งาน

Facebook ต้องเปลี่ยนบทบาท

ที่ผ่านมาองค์กรสื่อจำนวนมากใช้ Facebook เป็นเครื่องส่งคนเข้าเว็บไซต์

โพสต์พาดหัว
แปะลิงก์
แล้วหวังว่าจะมีคนคลิก

โมเดลนี้มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อไป Facebook ควรถูกมองว่าเป็น Discovery Platform คือพื้นที่ทำให้คนพบเห็นและสนใจเรื่องของเรา มากกว่าจะเป็นเพียงช่องทางส่ง Traffic

ข่าวหนึ่งเรื่องอาจถูกเล่าใน Facebook ให้จบได้ในระดับหนึ่ง เช่น

“5 ประเด็นสำคัญที่ควรรู้”

จากนั้นหากประชาชนต้องการรายละเอียด เอกสาร หรือข้อมูลเชิงลึก จึงพาเข้าสู่เว็บไซต์

ดังนั้นองค์กรต้องเรียนรู้การผลิต Native Content สำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ใช่โพสต์ลิงก์เดียวกันทุกช่องทาง

ต้องมี “ประตูหลายบาน” เข้าหาประชาชน

ยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่าพึ่งแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง

ประชาชนควรสามารถพบองค์กรได้จากหลายทาง เช่น

ทีวี
เว็บไซต์
OTT
แอปพลิเคชัน
YouTube
Facebook
TikTok
Instagram
LINE
Podcast
และ Search Engine

คิดง่ายๆ ว่าองค์กรมีบ้านอยู่หลังเดียว แต่ต้องสร้างประตูหลายบาน

หาก Facebook ลดการเข้าถึง ยังมี Google
หาก Google ลด Traffic ยังมี LINE
หากทีวีเปลี่ยนรูปแบบ ยังมี OTT และ YouTube
หากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเกิดปัญหา ระบบทั้งหมดไม่ควรหยุดตามไปด้วย

นี่คือแนวคิด Platform Resilience หรือความสามารถขององค์กรในการอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม

เป้าหมายสำคัญคือสร้าง “ผู้ชมที่องค์กรเข้าถึงเองได้”

องค์กรสื่อควรเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า Owned Audience หรือ First-party Audience

เช่น

ผู้ใช้เว็บไซต์ที่กลับมาเป็นประจำ
สมาชิกแอป
ผู้สมัคร Newsletter
ผู้ติดตาม LINE OA
ผู้เปิด Push Notification
สมาชิกระบบขององค์กร

กลุ่มเหล่านี้สำคัญมาก เพราะองค์กรสามารถสื่อสารกับเขาได้โดยตรงมากกว่าการรอให้ Algorithm เลือกว่าใครจะเห็นโพสต์

ในอนาคต KPI ขององค์กรจึงไม่ควรมีเพียง

ยอดวิว
Reach
Followers

แต่ควรดูด้วยว่า

มีคนกลับมาใช้แพลตฟอร์มของเรากี่คน
Traffic กี่เปอร์เซ็นต์ที่มาจากช่องทางของเราเอง
ประชาชนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนานแค่ไหน
และหาก Facebook หายไปครึ่งหนึ่ง องค์กรยังเหลือผู้ชมเท่าไร

บุคลากรต้องเปลี่ยนจาก “คนทำทีวี” เป็น “คนทำคอนเทนต์” One Man Show

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากโครงสร้างคนยังแบ่งเป็นทีมทีวี ทีมเว็บไซต์ ทีม Facebook และทีมออนไลน์แบบแยกขาดจากกัน

องค์กรควรพัฒนาบุคลากรให้สามารถทำงานแบบ Multi-platform

นักข่าวหนึ่งคนอาจไม่ต้องตัดต่อเก่งทุกอย่าง แต่ควรเข้าใจว่าเรื่องหนึ่งสามารถถูกนำเสนอในหลายรูปแบบได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน AI และ Automation สามารถเข้ามาลดงานซ้ำ เช่น

ถอดเสียง
ทำ Subtitle
สรุปข่าว
สร้าง Caption
แปลงรายการยาวเป็นคลิปสั้น
ค้นหาช่วง Highlight
หรือช่วยจัด Metadata

คนจึงควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ง่ายๆ ได้แก่

การหาประเด็น
การตั้งคำถาม
การตรวจสอบข้อเท็จจริง
การสัมภาษณ์
การวิเคราะห์
และการสร้างความน่าเชื่อถือ

องค์กรสื่อควรมี Data และ Audience Team

อีกสิ่งหนึ่งที่สื่อยุคใหม่ต้องมีคือทีมที่ไม่ได้ดูเพียงว่า “ข่าวนี้ได้กี่วิว”

แต่ต้องตอบคำถามได้ว่า

คนดูมาจากไหน
ค้นหาอะไร
ดูถึงช่วงไหน
เนื้อหาแบบไหนทำให้กลับมา
Google ส่งคนมาเรื่องใด
Facebook ส่งคนมาเรื่องใด
และประชาชนสนใจเรื่องอะไรที่องค์กรยังไม่มีเนื้อหารองรับ

ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำกลับมาใช้ในการวางแผน Editorial

นั่นหมายความว่าในอนาคต บรรณาธิการไม่ได้ตัดสินใจจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตัดสินใจร่วมกับข้อมูลผู้ชมด้วย

ลองสมมติว่า “Facebook หายไปพรุ่งนี้”

องค์กรสื่อทุกแห่งควรลองทำ Digital Disaster Drill ง่ายๆ

ถามตัวเองว่า

ถ้าพรุ่งนี้ Facebook ส่ง Traffic มาเป็นศูนย์ เราจะเหลือผู้ชมเท่าไร?

ถ้า YouTube ใช้งานไม่ได้หนึ่งสัปดาห์ เรามีช่องทาง Live สำรองหรือไม่?

ถ้า Google Search ลด Traffic ลงครึ่งหนึ่ง เราสามารถเรียกผู้ชมกลับมาผ่าน App หรือ LINE ได้หรือไม่?

ถ้าการออกอากาศโทรทัศน์แบบเดิมเปลี่ยนไป ประชาชนรู้หรือไม่ว่าจะตามดูเราที่ไหน?

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่ได้” นั่นหมายความว่าองค์กรกำลังมี Platform Dependency Risk สูงเกินไป

สำหรับสื่อสาธารณะ ยิ่งต้องคิดไกลกว่าเรื่องยอดวิว

สื่อของรัฐ หรือสื่อสาธารณะไม่ควรพยายามแข่งขันกับ TikTok และ Facebook ในเกมเดียวกันว่าใครได้ยอดวิวมากที่สุด

สิ่งที่สื่อสาธารณะสามารถสร้างได้เหนือกว่าแพลตฟอร์มทั่วไปคือ

ความน่าเชื่อถือ ความต่อเนื่อง ฐานข้อมูล เอกสารต้นทาง และบริการข้อมูลสาธารณะ

ข่าวอาจมีอายุหนึ่งวัน

แต่ฐานข้อมูลการประชุมรัฐสภา กฎหมาย การอภิปราย เอกสาร และประวัติการพิจารณาเรื่องต่างๆ สามารถมีคุณค่าอีกหลายสิบปี

หากนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดระบบ ค้นหาได้ง่าย และเชื่อมโยงกันได้ เว็บไซต์และแพลตฟอร์มขององค์กรจะไม่ได้เป็นเพียงสื่อ แต่จะกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลของสังคม

วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาส

คำถามสำคัญจึงไม่ควรเป็นเพียงว่า

“ทีวีดิจิทัลจะอยู่ต่อหรือไม่”

หรือ

“Facebook จะให้เราแปะลิงก์ได้อีกกี่ครั้ง”

แต่ควรถามว่า

องค์กรของเรายังสามารถเข้าถึงประชาชนได้หรือไม่ หากช่องทางที่ใช้วันนี้เปลี่ยนไปทั้งหมด

องค์กรสื่อที่พร้อมสำหรับอนาคต ไม่ใช่องค์กรที่มีช่องทางมากที่สุด แต่คือองค์กรที่มี Content, Data, Audience และ Trust อยู่ในมือของตัวเอง

เทคโนโลยีอาจเปลี่ยน
แพลตฟอร์มอาจเปลี่ยน
อัลกอริทึมอาจเปลี่ยน
แม้กระทั่งรูปแบบโทรทัศน์ก็อาจเปลี่ยน

แต่หากองค์กรยังมีเนื้อหาที่ดี มีข้อมูลที่ประชาชนต้องการ มีฐานผู้ชมที่ติดต่อได้โดยตรง และยังได้รับความเชื่อถือ

องค์กรนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่า “ทีวีจะตาย”

เพราะสิ่งที่ต้องรักษาไว้จริงๆ ไม่ใช่เครื่องส่งสัญญาณหรือหมายเลขช่อง

แต่คือ

ความสามารถของสื่อในการเข้าถึงและรับใช้ประชาชน ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปอีกกี่ครั้งก็ตาม

ที่มา / อ้างอิง

  • สำนักงาน กสทช. — ข้อมูล Roadmap กิจการโทรทัศน์ รองรับการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค OTT/Streaming (NBTC)
    https://www.nbtc.go.th/News/Press-Center/76689.aspx?lang=th-TH
  • TechCrunch — รายงานกรณี Meta/Facebook ทดลองจำกัดจำนวนการโพสต์ลิงก์ภายนอกสำหรับบาง Professional Accounts และ Pages โดยยังเป็นการทดสอบแบบจำกัด (TechCrunch)
    https://techcrunch.com/2025/12/17/facebook-is-testing-a-link-posting-limit-for-professional-accounts-and-pages/
  • Reuters Institute for the Study of Journalism, University of Oxford — Digital News Report 2026 — แนวโน้มผู้บริโภคข่าวเคลื่อนจาก TV และเว็บไซต์ข่าว ไปยัง Social Media และ Video Platforms มากขึ้น (reutersinstitute.politics.ox.ac.uk)
    https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2026
  • Reuters Institute — Journalism, Media and Technology Trends and Predictions 2026 — แนวโน้มองค์กรข่าวให้ความสำคัญกับ YouTube, TikTok, Instagram พร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ชมผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง (reutersinstitute.politics.ox.ac.uk)
    https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/journalism-media-and-technology-trends-and-predictions-2026

หมายเหตุ: แนวคิดเชิงกลยุทธ์ในบทความ เช่น Content First, Owned Audience, Multi-platform Distribution และ Platform Resilience เป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากแนวโน้มข้างต้น ไม่ใช่ข้อเสนอโดยตรงจากแหล่งอ้างอิงเหล่านี้ครับ.

1021

ชวนเพื่อนๆเข้ากลุ่มไลน์ เพื่อรับข่าวสาร AI

หรือกดที่ลิ้งค์ https://line.me/ti/g2/oDOiEXWEWPAbslz-3LtaOShg4qxIx1YOMA71UA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

Piyapon pongkaew

บรรณาธิการ / คอลัมนิสต์ ThinkerFriend

New Media Scholar and Data Analyst: MEDIA AI

นักพัฒนานวัตกรรม AI ThinkerFriend – เพื่อนคิด

contact : numsiam.pr@gmail.com

ThinkerFriend.com สังคมแห่งการแบ่งปัน เรื่องราวดีๆ โดยนักคิด นักเรียน และความรู้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับชาว ThinkerFriend ทุกคน

ยอดติดตามทุกช่องทางกว่า 50,000 follow up

สนใจติดต่อ

numsiam.pr@gmail.com