จากงานข่าวและการสื่อสารสาธารณะ สู่การถ่ายทอดความรู้ด้านสื่อดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พร้อมพื้นฐานความเข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานและการแก้ไขปัญหาเมือง
การทำข่าว การทำความเข้าใจปัญหาประชาชน และการเรียนรู้เทคโนโลยี เป็นงานสามด้านที่เชื่อมโยงอยู่ในเส้นทางอาชีพของ ปิยะพล พวงแก้ว นักสื่อสารมวลชนและวิทยากรด้านการประยุกต์ใช้ AI ในงานสื่อ ผู้มีประสบการณ์ทั้งการผลิตเนื้อหา งานสื่อรัฐสภา และการทำงานร่วมกับกลไกการเมืองท้องถิ่น
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองการสื่อสารตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล กระบวนการทำงานของหน่วยงาน ไปจนถึงการเรียบเรียงและเผยแพร่เนื้อหาให้ประชาชนเข้าใจ ขณะเดียวกัน เขายังนำความสนใจด้านเทคโนโลยีมาศึกษาและทดลองใช้กับงานที่รับผิดชอบ รวมถึงถ่ายทอดให้คนทำสื่อและบุคลากรในองค์กรนำไปปรับใช้
ชีวิตและต้นตระกูลครอบครัว
ปิยะพล พวงแก้ว( สุทธะพินทุ) ชื่อเล่น หนุ่มสยาม เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ที่กรุงเทพมหานคร
ประวัติครอบครัวต้นตระกูลบรรพบุรุษ คือ พระศรีนครคาม อำมาตย์ โท (ทอง สุทธะพินทุ) และ ขุนเกษตรวิสัยรัฐ (เทียน สุทธะพินทุ) ต้นสายตระกูลสุทธะพินทุ จากอยุธยา



ปิยะพล เป็นบุตรของ พันเอกพิเศษ นรินทร์ พวงแก้ว อาจารย์โรงเรียนเตรียมทหาร นางภิญญา สุทธะพินทุ (พวงแก้ว) และเป็นหลานของ พลเอก สิทธิชัย อินทเสน(พวงแก้ว) นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 9 พ.ท.ประชิด สุทธะพินทุ วีรบุรุษสงครามเกาหลี เวียดนาม สะท้อนพื้นฐานครอบครัวที่ทำงานในวงการทหารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
สำหรับเส้นทางของปิยะพลเอง เขาเลือกทำงานด้านสื่อสารมวลชน ศึกษาการสื่อสารทางการเมือง และพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการทำงานสื่อ

การศึกษา: นิเทศศาสตร์และรัฐศาสตร์
ปิยะพลศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และระดับปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยสยาม
ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์เป็นพื้นฐานของการผลิตและนำเสนอเนื้อหา ส่วนการศึกษารัฐศาสตร์ช่วยเพิ่มมุมมองต่อสถาบันทางการเมือง การบริหารภาครัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับประชาชน นอกจากนี้ยังได้เข้าศึกษาหลักสูตรสื่อสารมวลชนด้านการเมืองการปกครองของสถาบันพระปกเกล้า (กปส.1) หลักสูตรสื่อด้านกฎหมายของสำนักงานสารยุติธรรม รุ่น 4 และอื่นๆ
ผลงานการค้นคว้าอิสระของเขาเรื่อง “ประสิทธิผลของการสื่อสารทางการเมืองของกรุงเทพมหานครในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม” ปรากฏในฐานข้อมูลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสยาม ปีการศึกษา 2564 และมีการนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติที่มหาวิทยาลัยสยาม วันที่ 2 กรกฎาคม 2564
ประสบการณ์ด้านการเมืองท้องถิ่นและปัญหาเมือง
ปิยะพลมีประสบการณ์ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการของสภากรุงเทพมหานครในงานด้าน การปกครอง การระบายน้ำ และการโยธา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่และปัญหาใกล้ตัวของประชาชน
การทำงานในบทบาทดังกล่าวช่วยให้เขาเข้าใจกระบวนการรับเรื่องปัญหา การพิจารณาข้อมูล การประสานหน่วยงาน และการติดตามการดำเนินงาน รวมถึงบทบาทของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นในการสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินการ
ประสบการณ์นี้เชื่อมโยงกับการทำงานสื่อ โดยช่วยให้เขาพิจารณาปัญหาเมืองได้ทั้งในมิติของผลกระทบต่อประชาชน อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน และขั้นตอนการแก้ไขปัญหา ก่อนนำมาอธิบายให้ผู้รับสารเข้าใจ





งานสื่อรัฐสภาและแพลตฟอร์มดิจิทัล
ในวงงานสื่อรัฐสภา ปิยะพลมีหน้าที่เกี่ยวข้องในบทบาทนักวิชาการสื่อใหม่ วางแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาเว็บไซต์ และประชาสัมพันธ์ช่องทางดิจิทัล การเลือกวิธีนำเสนอ ไปจนถึงการเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้รับสาร ขอบเขตงานดังกล่าวทำให้เขาคุ้นเคยกับกระบวนการผลิตสื่อหลายรูปแบบ และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างงานข่าว งานสร้างสรรค์เนื้อหา เว็บไซต์ และช่องทางสื่อสารออนไลน์

บทบาทในวงการสื่อกีฬา
ปิยะพลมีชื่อเป็นกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ในคณะกรรมการที่ประกาศเมื่อ พ.ศ. 2564 มีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้งและออกแบบโลโก้สมาคมฯ ผลักดันสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับสมาชิกสมาคมและเพื่อนๆสื่อกีฬาในการร่วมกับหน่วยงานให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด และร่วมสนับสนุนกิจกรรมการกุศลต่างๆ และโครงการพัฒนาทักษะและการรู้เท่าทันสื่อของบุคลากรในวงการสื่อกีฬาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาร่วมเป็นวิทยากรโครงการอบรมทักษะรู้เท่าทันสื่อกีฬาที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ต่อมา วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568 เขาบรรยายในโครงการพัฒนาทักษะสื่อกีฬาและรู้เท่าทันสื่อกีฬา ครั้งที่ 4 ที่จังหวัดสระแก้ว ในหัวข้อการนำ AI มาสรุปข่าว เขียนบทความ และคิดคอนเทนต์กีฬา เป็นการถ่ายทอดความรู้ที่เชื่อมเครื่องมือใหม่เข้ากับงานประจำของผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตเนื้อหา






ผลงานวิชาการและการประยุกต์ใช้ AI
นอกจากผลงานค้นคว้าด้านการสื่อสารทางการเมืองของกรุงเทพมหานคร ปิยะพลยังเป็นผู้เขียนร่วมบทความ “ความนิยมทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐในกรุงเทพมหานคร” ซึ่งเผยแพร่ในวารสารการบริหารและสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2565
ด้านเทคโนโลยี เขามีส่วนร่วมในงานโครงการ AI ThinkerFriend — เพื่อนคิด พิชิตงาน ซึ่งนำเครื่องมือ AI มาสนับสนุนการสรุปข้อมูล การคิดเนื้อหา และการทำงานด้านสื่อ พร้อมเผยแพร่ความรู้ให้ผู้สนใจทดลองนำไปใช้
รายงานโครงการปีงบประมาณ 2568 บันทึกกิจกรรมถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรด้านงานต่างประเทศและงานวิชาการของรัฐสภา โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกันของทีมพัฒนานวัตกรรม ครอบคลุมการประยุกต์ใช้ AI กับข้อมูล เอกสาร และการผลิตเนื้อหา
ความสามารถและขอบเขตการทำงาน
ประสบการณ์ของปิยะพลครอบคลุมงานสำคัญหลายด้าน ได้แก่
- การผลิตและเรียบเรียงเนื้อหา — ข่าว บทความ และเนื้อหาสำหรับช่องทางดิจิทัล
- การประยุกต์ใช้ AI ในงานสื่อ — การค้นคว้า สรุปข้อมูล เขียนเนื้อหา และพัฒนาแนวคิดคอนเทนต์
- การผลิตสื่อดิจิทัล — ภาพปก กราฟิก วิดีโอ เว็บไซต์ และการเผยแพร่เนื้อหา
- การอบรมและถ่ายทอดความรู้ — การบรรยายและกิจกรรมฝึกปฏิบัติที่เชื่อมกับโจทย์การทำงาน
- การสื่อสารประเด็นท้องถิ่น — อธิบายปัญหาพื้นที่และกลไกการทำงานของหน่วยงาน
- การติดตามผลสื่อ — ตรวจสอบและรายงานข้อมูลการรับชมเพื่อประกอบการพัฒนางาน


แนวคิด: เรียนรู้เทคโนโลยีไปพร้อมกับงานที่ทำ
ปิยะพลให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ผ่านการทดลองกับงานจริง เพื่อค้นหาว่าเทคโนโลยีช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวก หรือพัฒนาคุณภาพงานในส่วนใดได้บ้าง
สำหรับงานสื่อ การใช้ AI ต้องเดินคู่กับการตรวจสอบข้อมูล ความเข้าใจผู้รับสาร และความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ คนทำสื่อยังต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกประเด็น พิจารณาผลลัพธ์ และตัดสินใจว่าสิ่งใดเหมาะสมต่อการนำเสนอ
เส้นทางการทำงานของเขาจึงเชื่อมประสบการณ์ด้านสื่อ ความเข้าใจการเมืองและหน่วยงานท้องถิ่น เข้ากับการศึกษาวิธีใช้เทคโนโลยี โดยมุ่งถ่ายทอดให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้กลับไปปรับใช้กับงานของตนเองได้
โดยล่าสุด ปิยะพล ได้พัฒนาเว็บไซต์ ให้บริการย่อลิ้งก์และสร้าง Q R Code ฟรี tpchannel — ย่อลิงก์ฟรี ใช้ง่าย แชร์ไว พร้อมทั้ง ทำแพลตฟอร์ม เป็นศูนย์พลเมืองร้องเรียน หากใครพบเห็นปัญหา และเสนอแนะหน่วยงาน เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร แจ้งปัญหาความเดือดร้อนประชาชน — TPchannel ซึ่งอยู่ในระหว่างพัฒนาเพื่อให้ทุกหน่วยงาน หรือรายการทีวีวิทยุสามารถนำไปใช้เป็นช่องทางรับสารจากประชาชนในอนาคต






