กฎหมายน่ารู้ กับรายการ สายด่วนรัฐสภา | “ชิงทรัพย์” แบบไหน ถึงเข้าข่ายความผิด?

52155

สวัสดีครับแฟน ๆ TPchannel ทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ “กฎหมายน่ารู้” ที่จะหยิบเรื่องกฎหมายใกล้ตัวมาชวนคุย ชวนทำความเข้าใจ เพื่อให้เรื่องที่หลายคนมองว่ายาก กลายเป็นความรู้ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ฉบับนี้ขอนำสาระสำคัญจากรายการ “สายด่วนรัฐสภา” ตอนที่ 150 เรื่อง “ความผิดฐานชิงทรัพย์” มาสรุปให้เข้าใจกันง่าย ๆ เพราะคำว่า “ชิงทรัพย์” หลายคนอาจนึกถึงเพียงภาพคนร้ายใช้กำลังแย่งกระเป๋าหรือใช้อาวุธจี้เอาทรัพย์ แต่ในทางกฎหมาย รายละเอียดของพฤติการณ์แต่ละอย่างมีความสำคัญอย่างมาก และอาจทำให้การกระทำเดียวกันถูกวินิจฉัยเป็น “ลักทรัพย์” “วิ่งราวทรัพย์” “ชิงทรัพย์” “กรรโชกทรัพย์” หรือถึงขั้น “ปล้นทรัพย์” ได้

“ชิงทรัพย์” คืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ความผิดฐานชิงทรัพย์มีพื้นฐานมาจาก “การลักทรัพย์” แต่เพิ่มพฤติการณ์สำคัญ คือ มีการ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เข้ามาประกอบ เพื่อให้สามารถเอาทรัพย์ไป รักษาทรัพย์ที่เอาไว้ ปกปิดความผิด หรือหลบหนีจากการจับกุมได้

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “เอาทรัพย์ของคนอื่นไป” เท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่า ระหว่างการเอาทรัพย์นั้น มีการใช้กำลังหรือทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายทันทีหรือไม่

กฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้กำลังหรือขู่เข็ญไว้ 5 ประการ ได้แก่ เพื่อให้สะดวกแก่การลักหรือพาทรัพย์ไป เพื่อให้ผู้เสียหายยื่นทรัพย์ให้ เพื่อยึดถือทรัพย์ไว้ เพื่อปกปิดความผิด หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม

ไม่ต้องบาดเจ็บ ก็อาจเป็น “ชิงทรัพย์”

ประเด็นที่ประชาชนควรรู้คือ การใช้กำลังประทุษร้าย ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลเสมอไป

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่รวบรวมไว้ในรายการชี้ว่า หากมีการใช้กำลังหรือทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืน เพื่อเอาทรัพย์ ก็สามารถเข้าองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ได้

ตัวอย่างเช่น การใช้ยาให้อีกฝ่ายมึนเมาหรือหมดสติ เพื่อสะดวกต่อการเอาทรัพย์ หรือการใช้กำลังลาก ดึง หรือควบคุมตัวผู้เสียหายจนไม่สามารถขัดขืนได้ ก็อาจถือเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามกฎหมาย

ดังนั้น คำว่า “ประทุษร้าย” ในทางกฎหมายจึงกว้างกว่าการต่อย ตี แทง หรือทำให้เกิดบาดแผลทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

แต่ “กระชากของ” ทุกครั้ง ไม่ได้เป็นชิงทรัพย์เสมอไป

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจมาก คือ การกระชากหรือแย่งทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ทุกกรณี

หากผู้กระทำเพียงกระชากทรัพย์แล้วหลบหนี โดยไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคล ไม่ได้จี้ขู่ หรือไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้อาวุธทำร้ายผู้เสียหาย พฤติการณ์อาจเป็นเพียง “วิ่งราวทรัพย์” หรือ “ลักทรัพย์” แล้วแต่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ชิงทรัพย์

นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ในคดีอาญา รายละเอียดของเหตุการณ์มีความสำคัญมาก ไม่สามารถตัดสินจากชื่อเรียกของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวได้

“ขู่ทันที” กับ “ขู่เอาไว้ก่อน” ต่างกันอย่างไร?

เส้นแบ่งที่สำคัญมากระหว่าง ชิงทรัพย์ กับ กรรโชกทรัพย์ อยู่ที่ลักษณะของการข่มขู่

ถ้าเป็นการขู่ว่า “ถ้าไม่ให้ทรัพย์ตอนนี้ จะทำร้ายเดี๋ยวนี้” และพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายอาจถูกใช้กำลังในทันที กรณีเช่นนี้มีลักษณะไปทางชิงทรัพย์

แต่หากเป็นการขู่ว่า จะไปทำร้ายในภายหลัง หรือข่มขู่ให้อีกฝ่ายต้องยอมให้ประโยชน์หรือทรัพย์สินในภายหน้า ลักษณะของความผิดอาจเป็นกรรโชกทรัพย์

เอกสารประกอบรายการจึงสรุปเส้นแบ่งสำคัญไว้ว่า “ขู่ทันใด” เป็นประเด็นสำคัญของชิงทรัพย์ ส่วน “ขู่ในภายหลัง” เป็นประเด็นสำคัญที่ใช้พิจารณาความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

แล้ว “ปล้นทรัพย์” ต่างจาก “ชิงทรัพย์” ตรงไหน?

หลายคนอาจใช้คำว่า “ปล้น” กับ “ชิง” สลับกัน แต่ในทางกฎหมายมีความแตกต่างกัน

จากหลักที่อธิบายไว้ในเอกสารประกอบรายการ ปล้นทรัพย์มีพื้นฐานจากการชิงทรัพย์ แต่เป็นการกระทำร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

ดังนั้น จำนวนผู้ร่วมกระทำจึงเป็นหนึ่งในรายละเอียดสำคัญที่อาจทำให้ฐานความผิดเปลี่ยนไป

7 ประเด็นสำคัญจาก “สายด่วนรัฐสภา ตอนที่ 150” ที่ประชาชนควรรู้

  1. ชิงทรัพย์ต้องมี “ลักทรัพย์” เป็นพื้นฐาน คือมีการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต
  2. ต้องมี การใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่ว่าจะใช้กำลังในทันที เข้ามาประกอบ
  3. การข่มขู่ ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรง ๆ พฤติการณ์ ท่าทาง หรือการแสดงอาวุธก็อาจทำให้ถือว่าเป็นการขู่ได้
  4. กระชากทรัพย์อย่างเดียวไม่จำเป็นต้องเป็นชิงทรัพย์ หากไม่มีการใช้กำลังต่อบุคคลหรือขู่ทำร้าย อาจเป็นวิ่งราวหรือลักทรัพย์
  5. แม้เอาทรัพย์ไปแล้ว หากผู้เสียหายไล่ติดตามทันทีและคนร้ายใช้กำลังเพื่อหนีหรือรักษาทรัพย์ไว้ การกระทำที่ยัง ต่อเนื่องไม่ขาดตอน ก็อาจกลายเป็นชิงทรัพย์ได้
  6. หากลงมือใช้กำลังหรือขู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถยึดถือเอาทรัพย์ไปได้ อาจเป็น “พยายามชิงทรัพย์” ไม่ใช่ความผิดสำเร็จ
  7. การแยกระหว่าง ลักทรัพย์–วิ่งราวทรัพย์–ชิงทรัพย์–กรรโชกทรัพย์–ปล้นทรัพย์ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์อย่างละเอียด

โทษของ “ชิงทรัพย์” ไม่ใช่เรื่องเบา

ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 มีโทษพื้นฐาน จำคุกตั้งแต่ 5–10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000–200,000 บาท

แต่หากมีพฤติการณ์หรือผลของการกระทำร้ายแรงขึ้น โทษก็เพิ่มสูงขึ้น เช่น หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อาจต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 10–20 ปี หากได้รับอันตรายสาหัส โทษอาจสูงถึง 15–20 ปี และหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กฎหมายกำหนดโทษถึงขั้น ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

จึงเห็นได้ว่า “ชิงทรัพย์” เป็นความผิดร้ายแรงที่กฎหมายกำหนดโทษไว้สูง และศาลต้องพิจารณาทั้งเจตนา วิธีการ พฤติการณ์ก่อน–ระหว่าง–หลังเกิดเหตุ ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายประกอบกัน

สิ่งสำคัญสำหรับประชาชน

เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับการแย่ง ชิง หรือบังคับเอาทรัพย์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงจำได้ว่า “ของอะไรหาย” แต่ควรจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เช่น ผู้ก่อเหตุพูดว่าอะไร ใช้อาวุธหรือไม่ มีการจับ ดึง ผลัก ตี หรือข่มขู่อย่างไร มีผู้ร่วมก่อเหตุกี่คน และเหตุการณ์ต่อเนื่องกันอย่างไร

เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเป็นข้อเท็จจริงสำคัญต่อการพิจารณาว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดฐานใด

และเหนือสิ่งอื่นใด หากเผชิญเหตุรุนแรง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของชีวิตและร่างกาย ไม่ควรเสี่ยงต่อสู้กับผู้ก่อเหตุเพียงเพื่อรักษาทรัพย์สิน ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

เอกสารประกอบรายการเองระบุไว้ด้วยว่า เนื้อหาเป็นความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นสำหรับสาธารณชน ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีปัญหาหรือคดีเกิดขึ้นจริง ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

อยากรู้กฎหมายให้มากกว่านี้ ติดตาม “สายด่วนรัฐสภา”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาระจาก “สายด่วนรัฐสภา ตอนที่ 150 ความผิดฐานชิงทรัพย์” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงประเด็นกฎหมายพร้อมแนวคำพิพากษาศาลฎีกา โดย อานันท์ จันทร์ศรี ผู้ดำเนินรายการสายด่วนรัฐสภา โทรทัศน์รัฐสภา

ใครที่อ่านแล้วอยากรู้ว่าแต่ละเหตุการณ์แตกต่างกันอย่างไร?
แค่กระชากสร้อยเป็นชิงทรัพย์หรือไม่?
มีอาวุธติดตัวแต่ไม่ได้ใช้ขู่ผิดอย่างไร?
เอาทรัพย์ไปแล้วค่อยทำร้ายผู้เสียหายจะยังเป็นชิงทรัพย์หรือไม่?
หรือเหตุการณ์แบบไหนถึงจะกลายเป็น “ปล้นทรัพย์”?

ชวนติดตามชมรายการ “สายด่วนรัฐสภา” ย้อนหลัง ตอนที่ 150 ความผิดฐานชิงทรัพย์ เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายผ่านตัวอย่างและแนวคำพิพากษาที่ใกล้ตัวประชาชนมากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสาร ความรู้ และรายการย้อนหลังได้ทาง ทาง เว็บไซต์ tpchannel

เพราะกฎหมายไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ไว้ เข้าใจสิทธิ เข้าใจหน้าที่ และใช้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทัน

สำหรับแฟนๆที่สนใจ หรือจะแอดไลน์มาสอบถามปรึกษาได้ทาง Line ID: @10hotline

อานันท์ จันทร์ศรี
ผู้ดำเนินรายการ “สายด่วนรัฐสภา”
โทรทัศน์รัฐสภา

1021

ชวนเพื่อนๆเข้ากลุ่มไลน์ เพื่อรับข่าวสาร AI

หรือกดที่ลิ้งค์ https://line.me/ti/g2/oDOiEXWEWPAbslz-3LtaOShg4qxIx1YOMA71UA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

Piyapon pongkaew

บรรณาธิการ / คอลัมนิสต์ ThinkerFriend

New Media Scholar and Data Analyst: MEDIA AI

นักพัฒนานวัตกรรม AI ThinkerFriend – เพื่อนคิด

contact : numsiam.pr@gmail.com

ThinkerFriend.com สังคมแห่งการแบ่งปัน เรื่องราวดีๆ โดยนักคิด นักเรียน และความรู้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับชาว ThinkerFriend ทุกคน

ยอดติดตามทุกช่องทางกว่า 50,000 follow up

สนใจติดต่อ

numsiam.pr@gmail.com