บทเรียนจาก อาจารย์เชน จตุพล ชมภูนิช บนเวที “สภาวาที ซีซัน 3”
บนเวทีโต้วาที เรามักมองหาคนที่พูดเก่งที่สุด เหตุผลดีที่สุด หรือโต้แย้งคู่แข่งได้เฉียบคมที่สุด
แต่หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่เราเรียนรู้จากการโต้วาทีอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “การพูด”
มันคือการเรียนรู้ว่า
เราจะอยู่ร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนเราได้อย่างไร

สารที่ ดร.จตุพล ชมภูนิช หรือ “อาจารย์เชน” นักพูดและวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดบนเวที “สภาวาที ซีซัน 3” จึงน่าสนใจ เพราะหลายช่วงไม่ได้ให้บทเรียนเฉพาะกับเยาวชนที่กำลังแข่งขันอยู่บนเวทีเท่านั้น แต่สามารถนำกลับมาใช้ได้กับคนทุกวัย ทั้งในห้องเรียน ที่ทำงาน ครอบครัว และสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเราทุกคนก็เต็มไปด้วย “การโต้วาที” อยู่ตลอดเวลา
เราอาจไม่ได้ยืนหลังโพเดียม
แต่เราต้องอธิบายความคิด ต้องรับฟังความคิดเห็น ต้องตัดสินใจ และบางครั้งก็ต้องยอมรับว่าคนอื่นอาจมีเหตุผลที่ดีไม่แพ้เรา
พูดเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “คิดเป็น”
สิ่งหนึ่งที่น่าคิดต่อจากเวทีนี้คือ คนพูดเก่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดมากที่สุด
คนพูดเก่งจริง ๆ ต้องรู้ก่อนว่า
อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด และสิ่งที่กำลังพูดนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่
ในยุคที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่านโทรศัพท์มือถือ ทักษะสำคัญจึงอาจไม่ใช่การ “พูดให้เร็ว” แต่เป็นการ คิดให้รอบก่อนพูด
ก่อนโพสต์ข้อความหนึ่ง
ก่อนวิจารณ์ใครคนหนึ่ง
ก่อนแชร์ข้อมูลหนึ่งชิ้น
หรือก่อนตอบโต้คนที่เห็นต่าง
ลองถามตัวเองสักครั้งว่า
สิ่งที่เรากำลังพูดเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงความรู้สึก?
เรารู้เรื่องนั้นมากพอแล้วหรือยัง?
และคำพูดของเราจะสร้างอะไรขึ้นหลังจากมันถูกส่งออกไป?
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญกว่าการฝึกพูดให้ไพเราะเสียอีก
เพราะ คำพูดที่สวยงามแต่ไม่มีความจริง อาจทำให้คนประทับใจได้เพียงชั่วครู่ แต่คำพูดที่มีเหตุผลและความจริงใจสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้

การโต้วาทีที่ดี ไม่ได้เริ่มจาก “การโต้” แต่เริ่มจาก “การฟัง”
เรื่องที่ดูเหมือนง่ายแต่ทำได้ยากมากคือ “การฟัง”
เวลาเราถกเถียงกับใคร หลายครั้งเราไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร
แต่เราฟังเพียงเพื่อรอว่า
เมื่อไรเขาจะหยุด เพื่อที่เราจะได้พูดต่อ
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การสนทนา” กับ “การเอาชนะ”
นักโต้วาทีที่ดีจำเป็นต้องฟังคู่แข่ง เพราะหากไม่ฟัง เราก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไร
ชีวิตจริงก็เช่นเดียวกัน
บางครั้งความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับนักเรียน หัวหน้ากับลูกน้อง หรือแม้แต่คนในสังคม ไม่ได้เกิดเพราะฝ่ายหนึ่งถูกและอีกฝ่ายหนึ่งผิดเสมอไป
แต่อาจเกิดเพราะต่างฝ่ายต่างต้องการพูด
โดยไม่มีใครต้องการฟัง
หากเราฝึกฟังให้มากขึ้น เราอาจพบความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า
คนที่คิดไม่เหมือนเรา ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี
เขาอาจเติบโตมาต่างจากเรา
ได้รับข้อมูลคนละชุด
มีประสบการณ์ชีวิตคนละแบบ
จึงมองโลกจากคนละมุม
เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ การเห็นต่างก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความเกลียดชัง

“แพ้” บนเวทีวันนี้ อาจเป็นชัยชนะของชีวิตในวันหน้า
การแข่งขันทุกประเภทต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความพ่ายแพ้ คือการเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยเรียนรู้วิธีรับมือกับความผิดหวัง
เวทีอย่าง “สภาวาที” จึงมีคุณค่ามากกว่าถ้วยรางวัลหรือเงินรางวัล
เพราะเด็กคนหนึ่งอาจได้เรียนรู้ว่า
เราเตรียมตัวเต็มที่แล้วแต่ก็ยังแพ้ได้
เราพูดดีแล้วแต่อีกฝ่ายอาจพูดดีกว่า
เราเชื่อในเหตุผลของเรา แต่อาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่เคยนึกถึง
นี่คือบทเรียนของโลกจริง
ชีวิตไม่ได้ให้รางวัลเราทุกครั้งที่พยายาม
และความผิดหวังก็ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว
บางครั้งการแพ้เพียงครั้งเดียว ทำให้เราเห็นข้อบกพร่องของตัวเองได้มากกว่าชัยชนะสิบครั้ง
ดังนั้น คนที่ออกจากเวทีโดยไม่ได้รางวัล
อาจไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าเลย
หากเขาได้ความกล้า
ได้ประสบการณ์
ได้รู้จักตัวเอง
และกลับไปพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเมื่อวาน
สิ่งเหล่านี้อาจมีค่ามากกว่ารางวัลใด ๆ
ประเด็นยาเสพติด อาจไม่มีคำตอบเพียง “ครอบครัว” หรือ “สถานศึกษา”
โจทย์ของสภาวาที ซีซัน 3 ที่ให้เยาวชนถกเถียงกันว่า
“ครอบครัวป้องกันยาเสพติดได้ดีกว่าสถานศึกษา”
เป็นโจทย์ที่มีความหมายมากกว่าการหาว่าใครแพ้หรือใครชนะ
เพราะในชีวิตจริง ปัญหายาเสพติดคงไม่สามารถแก้ได้ด้วยการโยนความรับผิดชอบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ครอบครัวมีบทบาท
โรงเรียนมีบทบาท
เพื่อนมีบทบาท
ชุมชนมีบทบาท
สื่อมีบทบาท
และรัฐก็มีบทบาท
แต่สิ่งที่อาจสำคัญที่สุด คือการทำให้เด็กคนหนึ่งรู้ว่า
เมื่อเขามีปัญหา ยังมีใครบางคนที่เขาสามารถเดินเข้าไปคุยได้
เด็กที่มีพื้นที่ให้พูด
มีคนยอมฟัง
มีความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
และมองเห็นอนาคตของตัวเอง
ย่อมมี “ภูมิคุ้มกันทางใจ” มากกว่าเด็กที่ถูกปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง
ดังนั้น การป้องกันยาเสพติดอาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “ห้าม”
แต่อาจเริ่มจากคำง่าย ๆ ว่า
“มีอะไร เล่าให้ฟังได้นะ”
ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบให้เด็กทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยควรฟังเขา
อีกมุมหนึ่งที่เวทีเยาวชนเช่นนี้สะท้อนให้เห็น คือ คนรุ่นใหม่มีความคิดมากกว่าที่ผู้ใหญ่หลายคนคาด
เมื่อให้พื้นที่
ให้โจทย์
ให้ข้อมูล
และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้คิด
เด็กสามารถตั้งคำถามกับปัญหาที่ซับซ้อนของสังคมได้อย่างน่าสนใจ
หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงอาจไม่ใช่การบอกเด็กตลอดเวลาว่า
“ต้องคิดแบบนี้”
แต่ควรถามเขาบ้างว่า
“หนูคิดอย่างไร”
เพราะการศึกษาไม่ได้มีหน้าที่สร้างคนที่คิดเหมือนกันทั้งหมด
แต่ควรสร้างคนที่ คิดด้วยตัวเองเป็น รับฟังผู้อื่นเป็น และรับผิดชอบต่อความคิดของตัวเองได้
ความเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย
ถ้ามองในอีกมิติหนึ่ง “สภาวาที” คือแบบจำลองขนาดเล็กของสังคมประชาธิปไตย
ฝ่ายหนึ่งเสนอ
อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน
ทั้งสองฝ่ายเชื่อในเหตุผลของตัวเอง
แต่เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง ทุกคนยังสามารถจับมือกันได้
นี่คือวัฒนธรรมที่สังคมต้องการอย่างมาก
ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน
ตรงกันข้าม
ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเพราะเรายอมรับว่า
มนุษย์สามารถคิดไม่เหมือนกันได้
สิ่งสำคัญคือ เราจะจัดการกับความแตกต่างนั้นอย่างไร
จะใช้เหตุผลหรือใช้อารมณ์
จะแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนคำด่า
จะพยายามเข้าใจกัน หรือพยายามทำลายกัน
หากเด็กคนหนึ่งเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ว่า
“ฉันไม่เห็นด้วยกับเธอ แต่ฉันยังเคารพเธอได้”
นั่นอาจเป็นบทเรียนประชาธิปไตยที่มีค่ามากกว่าการท่องจำคำจำกัดความจากหนังสือหลายหน้า

“จริงจริง จริงจัง จริงใจ” คุณสมบัติที่ไม่ได้ใช้เฉพาะบนเวที
แนวคิดหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของอาจารย์เชนมาตลอด คือ
“จริงจริง จริงจัง และจริงใจ”
สามคำนี้ฟังดูธรรมดา แต่กลับนำมาใช้กับชีวิตได้แทบทุกเรื่อง
จริงจริง — อย่าหลอกตัวเอง และอย่าใช้คำพูดบิดเบือนความจริง
จริงจัง — เมื่อเลือกทำอะไรแล้ว จงศึกษา ฝึกฝน และรับผิดชอบกับสิ่งนั้น
จริงใจ — สิ่งที่พูดกับสิ่งที่คิดควรเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เด็กคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักพูด
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโต้วาที
และไม่จำเป็นต้องยืนอยู่บนเวที
หากมีสามสิ่งนี้ เขาก็สามารถนำไปใช้กับการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และการดำเนินชีวิตได้

สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้โต้วาทีกับคนอื่นไปตลอดชีวิต
เมื่อเสียงปรบมือจบลง
การแข่งขันสิ้นสุด
กรรมการประกาศผล
ทุกคนต้องเดินลงจากเวที
และสุดท้าย เราจะกลับไปพบคู่แข่งขันคนสำคัญที่สุด
นั่นคือ ตัวเราเอง
ตัวเราของวันนี้กับเมื่อวาน
เรากล้าขึ้นหรือไม่
คิดรอบคอบขึ้นหรือไม่
ฟังคนอื่นมากขึ้นหรือไม่
ยอมรับความผิดพลาดได้หรือไม่
และเมื่อผิดหวัง เรายังลุกขึ้นเดินต่อได้หรือไม่
หากคำตอบคือ “ได้”
ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร
เราอาจชนะบางสิ่งที่สำคัญกว่าการแข่งขันไปแล้ว
เพราะคุณค่าที่แท้จริงของเวที “สภาวาที” อาจไม่ใช่การสร้างเด็กให้กลายเป็นคนที่พูดเก่งที่สุด
แต่คือการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนที่
คิดเป็น
ฟังเป็น
พูดเป็น
เคารพความแตกต่างเป็น
และรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองเป็น
ถ้าเด็กคนหนึ่งเดินลงจากเวทีพร้อมกับสิ่งเหล่านี้
สำหรับผม นั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “สภาวาที”
อ้างอิง https://youtu.be/mq23SDZJDes






