สวัสดีครับแฟนๆ รายการ สายด่วนรัฐสภา ผมอานันท์ จันทร์ศรี อีกไม่นานเราจะได้พบกันในเว็บแอปพลิเคชัน tpchannel.org ในเวอร์ชั่น สายด่วนรัฐสภา ฉบับออนไลน์กันแล้วนะครับ ในรูปแบบบทความด้านกฎหมาย ได้ความรู้แน่นอนครับ.. รออีกไม่นาน รออีกนิ๊ดดด😊
ตอนนี้ เรามาอุ่นเครื่องกันด้วย ข้อกฎหมาย ที่มีแฟนๆหลายท่านพยายามหาข้อมูลอยู่ วันนี้ผมเลยเอามาให้อ่านกันแบบเต็มๆอาจจะยาวหน่อยนะครับ แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับแฟนๆแน่นอน
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาท การทำร้ายร่างกาย หรือการใช้ความรุนแรงต่อกัน แม้ว่าการกระทำเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กฎหมายอาญาก็ได้กำหนดบทลงโทษไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล มาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นในกรณีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก คือ ไม่ถึงขั้นทำให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตราย แก่กายหรือจิตใจ
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มาตรา 391 คืออะไร มีองค์ประกอบความผิดอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการอธิบาย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
สารบัญ
1. องค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 391
2. การอธิบายแต่ละคำพิพากษาศาลฎีกา
3. ตัวอย่างที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย
4. สรุปสาระสำคัญ
5.อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแนบท้าย

1. องค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 391
มาตรา 391 บัญญัติว่า
“ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
องค์ประกอบของความผิด
เพื่อให้ถือว่าการกระทำใดเป็นความผิดตามมาตรา 391 จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1.1 ผู้กระทำ (ตัวการ) เป็นบุคคลใดก็ได้ที่กระทำการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น
1.2 การกระทำ ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น หมายถึง การใช้กำลังกายที่มุ่งหมายจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเจ็บปวด เช่น
-การชกต่อย ตบตี เตะ ถีบ
-การจับ ดึง กระชาก แย่ง
-การใช้อาวุธหรือสิ่งของทำร้าย แต่ไม่รุนแรงมาก
-การกระทืบ ผลัก ดัน
1.3 ผลของการกระทำ ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นี่คือสิ่งสำคัญที่แยกความผิดตามมาตรา 391 ออกจากความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295
-ไม่มีบาดแผล หรือมีบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น เช่น รอยถลอก รอยช้ำเล็กน้อย บวมเล็กน้อย
-เวลารักษาน้อย เช่น รักษาไม่เกิน 5-7 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-ไม่มีผลกระทบต่อจิตใจ ที่ร้ายแรง
1.4 เจตนา ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น (ไม่ใช่การกระทำโดยไม่ตั้งใจ) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1119/2517 ระบุชัดเจนว่า ผู้กระทำต้องมีเจตนาจึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 391

2. การอธิบายแต่ละคำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดตามมาตรา 391 ไว้หลายประการ ดังนี้
2.1 การพิจารณาว่าบาดแผลถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายหรือไม่
ศาลฎีกาได้วางหลักว่า การพิจารณาว่าบาดแผลถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายหรือไม่ จะต้องพิจารณา 2 ประการร่วมกัน คือ
1. พฤติการณ์แห่งการกระทำ (ความรุนแรงของการทำร้าย)
2. ลักษณะของบาดแผล (ขนาด ความรุนแรง ระยะเวลารักษา)
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2527
ผู้เสียหายมีบาดแผล ริมฝีปากช้ำบวม แก้มข้างซ้ายบวมปวด ข้อเท้าซ้ายเคล็ดปวด คอด้านหลังปวดเวลาก้มเงย และปวดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก รักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาเห็นว่า บาดแผลดังกล่าวถือว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จึงเป็นความผิดตามมาตรา 295 ไม่ใช่มาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2536
จำเลยใช้มือทำร้าย ผู้เสียหายมีบาดแผลช้ำบวมที่หัวคิ้วขวาเท่านั้น ไม่มีโลหิตออก แพทย์คาดว่าหายภายใน 10 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การคาดคะเนของแพทย์เป็นเพียงการประมาณการ บาดแผลอาจหายไม่ถึง 10 วัน จึงผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561
ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกที่ข้อศอกซ้าย 3 ซม. ที่ริมฝีปากล่าง 1 ซม. ที่แก้มซ้าย 1 ซม. และบาดแผลฟกซ้ำบวมที่หน้าผากขวา 3 ซม. แพทย์ระบุรักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นความผิดตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2550
จำเลยใช้กำปั้นและมือทุบตีบริเวณท้ายทอยและหลังหลายครั้ง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่ปรากฏบาดแผล
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามมาตรา 295 เป็นเพียงความผิดตามมาตรา 391
2.2 บาดแผลเล็กน้อยที่ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 688/2507 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2507)
จำเลยเตะและถีบผู้เสียหายทำให้ได้รับบาดแผลถลอกและช้ำ รักษาประมาณ 2 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2535
ผู้เสียหายมีบาดแผล 2 แห่ง ที่ใต้ศอกขวา แผลยาว 2 ซม. ลึกใต้ผิวหนังและบวม กับที่หางตาขวาบวมแดง 1×1 ซม. แพทย์ระบุรักษา 7 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นบาดแผลเล็กน้อยตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2520
บาดแผลถูกฟันด้วยมีดดาบ 2 แผล กว้าง 1 ซม. ยาว 2 ซม. ลึกหนังถลอก
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ถึงเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2507
ใช้มีดดาบแทงทำร้ายถูกชายโครงซ้าย มีรอยช้ำแดงโตกลมครึ่งเซนติเมตร รักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ผิดตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2510
รอยบาดเจ็บเพียงโหนกแก้มถลอกโตกลม 3 ซม. เข่าบวมโตกลม 5 ซม. ข้อศอกหนังถลอกโตกลม 5 ซม. รักษา 4 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 391
2.3 กรณีไม่ปรากฏบาดแผล
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3151/2564
จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหาย แต่ผลการชันสูตรพลิกศพไม่ปรากฏบาดแผลจากการใช้อาวุธปืนตี คงมีเฉพาะบาดแผลที่ถูกแทง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2563
จำเลยที่ 2 เตะผู้เสียหาย แต่ผลการตรวจชันสูตรไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการถูกเตะ คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นความผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2529
จำเลยชกต่อยที่หน้าอกหลายครั้ง แพทย์ตรวจไม่พบบาดแผลและไม่มีรอยฟกช้ำ เพียงแต่ผู้เสียหายบอกว่าเจ็บที่หน้าอกเวลากด แพทย์เห็นว่ากล้ามเนื้อที่หน้าอกช้ำ รักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะบาดแผลเช่นนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 เป็นเพียงมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555
จำเลยขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษา 7 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า อาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดตามมาตรา 391
2.4 กรณีใช้อาวุธหรือสิ่งของทำร้าย แต่ไม่ร้ายแรง
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14482/2555
จำเลยใช้แขนล๊อกคอผู้เสียหาย และใช้อาวุธปืนยิงเพื่อข่มขู่
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้แขนล๊อกคอเป็นการใช้กำลังทำร้ายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2530
จำเลยใช้มือตบตี และใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกขว้างผู้เสียหาย บาดแผลเป็นเพียงรอยถลอกไม่มีโลหิตไหล อีกแห่งหนึ่งเพียงบวม รักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผิดฐานมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1937/2531
จำเลยเอามีดพร้าวางบนคอผู้เสียหาย แล้วเกิดการแย่งมีดกัน ทำให้ต้นคอด้านซ้ายมีรอยถูกกระแทกเป็นปื้นสีแดงและมีรอยถลอกยาว 3 นิ้ว
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบาดแผลถึงกับเป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กาย ผิดตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2536
จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายกระโดดจากบ้านล้มลงมีบาดแผล
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถือเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย มีความผิดฐานมาตรา 391
2.5 กรณีการชกต่อยทำร้ายโดยไม่ใช้อาวุธ
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2535
จำเลยเพียงแต่ชกต่อยผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่มีแผลฟกช้ำซึ่งแสดงว่าถูกต่อย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความผิดฐานมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553
จำเลยชกต่อยผู้ตาย แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รายงานชันสูตรพลิกศพไม่ปรากฏบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดจากการถูกจำเลยชกต่อย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดเพียงฐานมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2527
จำเลยใช้มือทำร้าย ผู้เสียหายมีบาดแผลช้ำบวม 2 แห่ง ไม่มีโลหิตออก แพทย์คาดว่าหายภายใน 10 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการคาดคะเน อาจหายก่อน 10 วัน จึงผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2544
จำเลยชกผู้เสียหายในขณะจับกุม
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำเป็นความผิดตามมาตรา 391
2.6 กรณีจับ ดึง กระชาก
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2536
จำเลยใช้มือจับแขนขวาของผู้เสียหายกระชากไพล่ไปทางด้านหลัง เป็นเหตุให้เส้นเอ็นที่หัวไหล่ขวาอักเสบเล็กน้อย ไม่มีบาดแผลช้ำบวมภายนอก รักษา 15 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถือว่าไม่เป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 295 ผิดตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2519
จำเลยใช้กำลังจับมือผู้ตายให้ลุกขึ้นโดยผู้ตายไม่สมัครใจ เมื่อผู้ตายบอกว่าจะไปสวมเสื้อก่อน จำเลยจึงปล่อย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังทำร้าย เป็นความผิดตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2545
จำเลยจับข้อมือของผู้เสียหายยกขึ้น โดยใช้เวลาจับไว้ไม่ถึงหนึ่งนาที เจตนาเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าผู้เสียหายได้รับเงินค่าเช่าบ้านไว้โดยไม่มีสิทธิจะรับ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีเจตนาทำร้าย จึงไม่มีความผิดฐานมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584/2522
จำเลยที่ 1 เพียงแต่จับแขนโจทก์ซึ่งวางที่ประตูรถยนต์ มิได้ดึงกระชาก
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เป็นการใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391
2.7 กรณีการเตะ ถีบ กระทืบ
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3913/2534
ขณะเกิดเหตุคนที่มาในงานเลี้ยงโกรธผู้ตาย จำเลยเพียงเข้าไปเตะและกระทืบผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ในครัว มิได้ใช้สิ่งใดเป็นอาวุธทำร้าย รายงานชันสูตรพลิกศพไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการเตะและกระทืบ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังเชื่อไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิดโดยมีเจตนาฆ่า การกระทำเป็นเพียงการใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3864/2537
จำเลยที่ 2 กระโดดเข้าไปถีบผู้เสียหายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำของจำเลยที่ 1 และกระทำเพียงถีบเท่านั้น
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมพยายามฆ่า คงฟังได้แต่เพียงว่าได้ทำร้ายโดยถีบเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2510
ใช้มือชกต่อยและใช้เท้าเตะผู้เสียหาย มีบาดแผลที่หน้าผากข้างขวาถลอก โหนกแก้มขวาบวมเล็กน้อย รักษา 5 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผิดเพียงมาตรา 391
2.8 กรณีการใช้ของมีคมหรือแหลม แต่บาดแผลไม่ร้ายแรง
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1867/2527
จำเลยซึ่งเป็นหญิงใช้เล็บข่วนดั้งจมูกผู้เสียหาย เป็นรอยเล็บข่วนยาว 1 ซม. มีโลหิตไหล
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2530
จำเลยเข้าไปดึงสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดแล้วผลักผู้เสียหายเซไปถูกรถ ทำให้มีบาดแผลโดนเล็บที่บริเวณหน้าอกแต่โลหิตไม่ไหล
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นความผิดฐานมาตรา 391
2.9 กรณีการร่วมกันทำความผิด และการแยกความรับผิด
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7368/2546
ผู้ตายกับพวกชกต่อยกัน ระหว่างนั้นพวกของจำเลยใช้อาวุธมีดฟันศีรษะผู้ตาย ต่อมาจำเลยวิ่งไปใช้ขวดตีศีรษะผู้ตาย โดยไม่ปรากฏว่าร่วมกันคบคิดจะฆ่าผู้ตายมาก่อน และบาดแผลที่ผู้ตายได้รับมิใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่า เป็นเพียงความผิดฐานมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4949/2540
จำเลยที่ 2 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายในตอนหลัง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3321/2533
จำเลยชกที่กกหูของผู้เสียหาย 1 ที แล้วพวกของจำเลยวิ่งเข้ามาทำร้ายโดยใช้มีดฟันและใช้ขวดตี แต่จำเลยกับพวกมิได้นัดหมายให้ช่วยกันทำร้าย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วม จำเลยมีความผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2532
จำเลยทั้งสองทราบดีว่าพวกกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จำเลยทั้งสองได้วิ่งตามพวกเข้าไปด้วย เมื่อพวกแทงผู้ตายแล้ว จำเลยทั้งสองได้ช่วยกันกระทืบผู้ตายซ้ำ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้แทงผู้ตาย เพียงแต่กระทืบ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการแทงทำร้ายของพวกจำเลย ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการในความผิดฐานร่วมกันฆ่าด้วย
2.10 กรณีผู้สนับสนุนการกระทำความผิด
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2531
จำเลยเพียงแต่ร้องบอกว่า “เอามันให้ตายเลย” แล้วพวกของจำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามมาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จะลงโทษฐานผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษฐานผู้สนับสนุนได้
2.11 อำนาจของศาลในการลงโทษตามมาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องฐานอื่น
ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 391 ได้ แม้โจทก์จะฟ้องให้ลงโทษในความผิดฐานอื่นที่มีบทลงโทษหนักกว่า เพราะความผิดฐานทำร้ายร่างกาย (มาตรา 295) รวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (มาตรา 391) ด้วย
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2553
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การทำร้ายร่างกายย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20388/2555
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำหลายอย่าง เมื่อจำเลยใช้กำลังทำร้าย ดาบตำรวจแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตราย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมาตรา 391 ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633-2634/2554
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงมาตรา 391 ด้วย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษตามที่พิจารณาได้ความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7665/2544
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นบาดแผลเล็กน้อย ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้าย ตามมาตรา 391 ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2526
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 80, 83 เมื่อทางพิจารณาปรากฏว่าเป็นความผิดฐานมาตรา 391
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลก็ลงโทษจำเลยตามมาตรา 391 ได้
2.12 กรณีที่ไม่อาจลงโทษตามมาตรา 391 ได้
แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าเป็นความผิด ตามมาตรา 391 แต่ถ้าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษได้
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2554
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าแต่ผู้เสียหายหลบได้ ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า แต่พยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิง คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยชกต่อย ทางนำสืบไม่ได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า แต่มีความผิดฐานมาตรา 391 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
2.13 อายุความของความผิดตามมาตรา 391
ความผิดตามมาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน จึงมีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5)
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553
จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีจึงขาดอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6371/2553
ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร ตามมาตรา 371 และความผิดฐานมาตรา 391 มีอายุความหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษได้
2.14 กรณีพิเศษ ผลสืบเนื่องจากการกระทำ
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16867/2557
พวกจำเลยล้อมรถขายไอศกรีมของผู้เสียหายไว้ จำเลยเข้าต่อรองราคา ผู้เสียหายไม่ยอมและชักอาวุธออกมา จำเลยทั้งสามจึงรุมทำร้ายผู้เสียหาย แต่ไม่ฟังว่าจำเลยหยิบเอาไอศกรีมไปแจกจ่ายพวก
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุให้เชื่อได้ว่าพวกจำเลยเพียงแต่มีเจตนาทำร้ายด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ถึงแก่ความตาย ก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมา ผู้เสียหายยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ ขณะนั้นแม่น้ำไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก พวกจำเลยไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา พวกจำเลยย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
2.15 กรณีการพิจารณาเจตนา
ศาลจะพิจารณาเจตนาของผู้กระทำด้วย ถ้าไม่มีเจตนาทำร้าย ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 391
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2545
จำเลยเข้ามาจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นพร้อมกับพูดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามา จำเลยก็ปล่อยมือของโจทก์ โดยใช้เวลาจับมือไว้ไม่ถึงหนึ่งนาที
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เจตนาอันแท้จริงของจำเลยในการจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้น ก็เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่า โจทก์ได้รับเงินค่าเช่าบ้านไว้โดยไม่มีสิทธิจะรับเท่านั้น หาได้มีเจตนาที่จะทำร้ายโจทก์ให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2525
จำเลยกับผู้เสียหายกอดปล้ำฟัดเหวี่ยงพลิกไปพลิกมาเพื่อแย่งมีดกัน อาจเป็นเหตุให้มีดแทงเข้าไปที่สะบักซ้ายด้านหลังของผู้เสียหายโดยจำเลยไม่มีเจตนาแทง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่เกิดขึ้นผู้เสียหายเป็นฝ่ายที่ท้าจำเลยให้ต่อยกันก่อน มีดเป็นของผู้เสียหายที่หยิบขึ้นมาเพื่อใช้แทงจำเลยก่อน ฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้มีดแทงผู้เสียหาย คงฟังได้เพียงว่าจำเลยชกต่อย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น
2.16 กรณีไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่จิตใจ
ตัวอย่างคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 46/2519
จำเลยตบปากโจทก์ 2 ครั้ง ต่อหน้าคนประมาณ 60 คน ไม่มีบาดแผล เป็นแต่ริมฝีปาก บนบวม ใช้เวลารักษา 3 วัน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า บาดแผลของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่จิตใจของโจทก์ เหตุที่ให้เกิดอันตรายแก่จิตใจต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของจำเลยประกอบบาดแผลของโจทก์ มิได้ขึ้นกับความรู้สึกของโจทก์ว่าเป็นการหยามน้ำใจต่อหน้าคนทั้งปวง การกระทำจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 295
2.17 กรณีความสัมพันธ์กับความผิดฐานอื่น
กรณีกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558
จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านโดยใช้คำว่า “ปลัดส้นตีน”เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามมาตรา 136 ส่วนการที่จำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวโดยการขู่เข็ญ จำเลยที่ 1 พูดว่า “ไปเอาปืนมายิงให้ตาย” จำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตี จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตี
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกัน คือ ทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการร่วมกันใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009/2530
จำเลยให้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยจับมือและบีบคอขู่ไม่ให้ร้องเพื่อความสะดวกแก่การที่จะกระทำผิดในทางเพศ มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายหลบหนี จำเลยจึงเอาทรัพย์ไปโดยมีเจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 วรรคแรก และฐานใช้กำลังทำร้ายตามมาตรา 391 อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กระทงหนึ่ง และเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา 335 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง
กรณีแยกความผิดเป็นกระทงต่างหาก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2541
จำเลยทั้งสามคงมีเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก การที่จำเลยที่ 1 เอาสร้อยคอทองคำไปขณะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทราบ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา 339 วรรคสอง จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 391
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2530
จำเลยกับพวกและผู้เสียหายกับพวกวิวาทชกกันเพราะไม่ชอบหน้ากัน เสื้อที่พาดไว้ที่ไหล่ผู้เสียหายตกลงที่พื้น โดยจำเลยมิได้กระชากยื้อแย่งจากตัวผู้เสียหาย แล้วจำเลยหยิบเอาเสื้อวิ่งหนีไปขึ้นรถประจำทางภายหลังที่การชกต่อยกันสิ้นสุดลงแล้ว
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แสดงว่าจำเลย มีเจตนาลักเอาเสื้อภายหลังที่เสื้อตกลงที่พื้นแล้ว การกระทำเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และฐานใช้กำลังทำร้าย ตามมาตรา 334 และ 391 หาใช่ความผิดฐาน ชิงทรัพย์ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2532
ผู้เสียหายขับรถยนต์โดยสาร จำเลยเดินตรงมาตบหน้าผู้เสียหาย 1 ที ผู้เสียหายเปิดประตูลงจากรถเพื่อจะชกจำเลย จำเลยขึ้นไปบนรถขับรถแล่นวนไปวนมาแล้วขับไปจอดทิ้งไว้ในทุ่งนาห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเอารถยนต์ไปโดยทุจริต แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยตบหน้าเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 339(1) ถึง (5) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 391 กระทงหนึ่ง และฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง

3. ตัวอย่างที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 391
ตัวอย่างที่ 1 การทะเลาะวิวาทจากการขับรถ
คุณเอขับรถมาชนกันเล็กน้อยกับคุณบี คุณบีโกรธลงมาจากรถวิ่งมาชกหน้าคุณเอ 1 ครั้ง คุณเอมีรอยบวมที่โหนกแก้มเล็กน้อย รักษา 5 วัน
การพิจารณา
-คุณบีใช้กำลังทำร้ายคุณเอ (ชกหน้า)
-บาดแผลเล็กน้อย (บวมที่โหนกแก้ม รักษา 5 วัน)
-ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย
สรุป คุณบีมีความผิดตามมาตรา 391 (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561)
ตัวอย่างที่ 2 การทะเลาะในร้านอาหาร
คุณดีและคุณซีทะเลาะกันเรื่องที่นั่งในร้านอาหาร คุณซีโกรธจับแขนคุณดีกระชากแรงๆ เป็นเหตุให้เส้นเอ็นที่หัวไหล่อักเสบเล็กน้อย ไม่มีบาดแผลช้ำบวมภายนอก รักษา 15 วัน
การพิจารณา
-คุณซีใช้กำลังทำร้าย (จับแขนกระชาก)
-ไม่มีบาดแผลภายนอก แต่มีการอักเสบภายใน
-รักษา 15 วัน แต่ยังถือว่าไม่เป็นอันตรายแก่กาย
สรุป คุณซีมีความผิดตามมาตรา 391 (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2536)
ตัวอย่างที่ 3 การต่อยกันในงานเลี้ยง
คุณเอฟและคุณจีต่อยกันในงานเลี้ยง คุณจีชกคุณเอฟหลายทีแต่คุณเอฟไม่มีบาดแผล ฟกช้ำเลย
การพิจารณา
-คุณจีใช้กำลังทำร้าย (ชกหลายที)
-ไม่มีบาดแผลเลย
-ไม่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
สรุป คุณจีมีความผิดตามมาตรา 391 (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2535)
ตัวอย่างที่ 4 กรณีไม่มีเจตนาทำร้าย
คุณเอชจับมือคุณไอให้ลุกขึ้นไปช่วยงาน คุณไอไม่อยากลุกและบอกว่าขอสวมเสื้อก่อน คุณเอชจึงปล่อยมือ
การพิจารณา
-คุณเอชจับมือคุณไอโดยคุณไอไม่สมัครใจ
-แต่เมื่อคุณไอบอก คุณเอชก็ปล่อยทันที
-ไม่มีเจตนาทำร้าย มีเพียงเจตนาให้คุณไอลุกขึ้น
สรุป คุณเอชไม่มีความผิดตามมาตรา 391 เพราะไม่มีเจตนาทำร้าย (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2519 และ 3580/2545)
ตัวอย่างที่ 5 การใช้อาวุธแต่บาดแผลไม่ร้ายแรง
คุณเคและคุณแอลทะเลาะกัน คุณเคหยิบมีดดาบแทงคุณแอลถูกชายโครงซ้าย แต่มีเพียงรอยช้ำแดงโตกลมครึ่งเซนติเมตร รักษา 5 วัน
การพิจารณา
-คุณเคใช้อาวุธมีดดาบทำร้าย
-บาดแผลเล็กน้อย (รอยช้ำแดงครึ่งเซนติเมตร รักษา 5 วัน)
-แม้ใช้อาวุธแต่บาดแผลไม่ร้ายแรง ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย
สรุป คุณเคมีความผิดตามมาตรา 391 (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2507)
ตัวอย่างที่ 6 กรณีที่ถือว่าเป็นอันตรายแก่กาย (ไม่ใช่มาตรา 391)
คุณเอ็มและคุณเอ็นทะเลาะกัน คุณเอ็นชกคุณเอ็มหลายที คุณเอ็มได้รับบาดแผล ริมฝีปากช้ำบวม แก้มข้างซ้ายบวมปวด ข้อเท้าซ้ายเคล็ดปวด คอด้านหลังปวดเวลาก้มเงย ปวดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก รักษา 5 วัน
การพิจารณา
-บาดแผลหลายแห่ง
-มีความรุนแรงพอสมควร (ช้ำบวม เคล็ด ปวดหลายแห่ง)
-ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย
สรุป คุณเอ็นมีความผิดตามมาตรา 295 (ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย) ไม่ใช่มาตรา 391 (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2527)
ตัวอย่างที่ 7 กรณีขาดอายุความ
คุณโอชกคุณพีเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 คุณพีไปแจ้งความฟ้องร้องเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 (เกิน 1 ปีแล้ว)
การพิจารณา
-ความผิดตามมาตรา 391 มีอายุความ 1 ปี
-คุณพีฟ้องร้องเกิน 1 ปี
สรุป คดีขาดอายุความ แม้คุณโออบีจะรับสารภาพก็ไม่สามารถลงโทษได้ (ตามหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553 และ 6371/2553)

4. สรุปสาระสำคัญ
จุดสำคัญที่ควรจำ
4.1 องค์ประกอบความผิด
-ต้องมีการใช้กำลังทำร้าย
-ต้องมีเจตนาทำร้าย
-บาดแผลไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
4.2 การพิจารณาว่าเป็นอันตรายแก่กายหรือไม่
-พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำและลักษณะบาดแผลประกอบกัน
-บาดแผลเล็กน้อย รักษาไม่เกิน 5-7 วัน โดยทั่วไปถือว่าไม่เป็นอันตรายแก่กาย
-แม้แพทย์จะบอกว่ารักษา 10 วัน แต่ถ้าเป็นการคาดคะเนและบาดแผลอาจหายเร็วกว่านั้น ก็อาจถือว่าไม่เป็นอันตรายแก่กาย
4.3 บทลงโทษ
-จำคุกไม่เกิน 1 เดือน
-ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
-หรือทั้งจำทั้งปรับ
4.4 อายุความ 1 ปี นับจากวันกระทำความผิด
4.5 อำนาจของศาล
-ศาลมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 391 ได้ แม้โจทก์จะฟ้องฐานอื่นที่หนักกว่า (เช่น มาตรา 295) ถ้าทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดตามมาตรา 391
–ยกเว้น ถ้าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษในฐานนี้เลย ศาลก็ไม่อาจลงโทษได้
4.6 ความแตกต่างจากมาตรา 295 (ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย)
– มาตรา 295 = ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
– มาตรา 391 = ใช้กำลังทำร้ายแต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
บทสรุป
มาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองประชาชนจากการใช้ความรุนแรงในระดับที่ไม่ร้ายแรงมากนัก แม้ว่าบทลงโทษจะไม่หนักเท่ากับความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่ากฎหมายไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ แม้จะเป็นเพียงการชกต่อย ตบตี หรือการใช้กำลังทำร้ายเล็กน้อยก็ตาม จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้อธิบายมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ศาลมีแนวทางการพิจารณาที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำ ลักษณะของบาดแผล ระยะเวลาในการรักษา และเจตนาของผู้กระทำ เพื่อตัดสินว่าความผิดนั้นอยู่ในขอบเขตของมาตรา 391 หรือมาตรา 295
สำหรับประชาชนทั่วไป การเข้าใจมาตรา 391 จะช่วยให้รู้ว่าการใช้ความรุนแรงแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นความผิดทางอาญา และหากเกิดข้อพิพาทใดๆ ควรแก้ไขด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลังทำร้ายกัน เพราะนอกจากจะเป็นความผิดทางอาญาแล้ว ยังอาจต้องรับผิดทางแพ่งในการใช้ค่าเสียหายอีกด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจมาตรา 391 และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นแนวทางในการปกป้องสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่นต่อไป
หมายเหตุ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี ควรปรึกษาทนายความหรือนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง
อ้างอิง
ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา, ศาลฎีกา, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
568, http://deka.supremecourt.or.th/

5.คำพิพากษาศาลฎีกาแนบท้าย
พวกของจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง โดย ณ. ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเจตนาของจำเลยที่ 2 เป็นคนละเจตนากับ ณ. ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นหรือคบคิดกับ ณ. ในการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดในผลของการกระทำของ ณ. เมื่อตามผลการชันสูตรบาลแผลไม่ปรากฏบาดแผลจากการใช้อาวุธปืนตี คงมีเฉพาะบาดแผลที่ถูกแทง และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่การจากการกระทำของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3151/2564)
เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เพียงแต่เตะโจทก์ร่วมเท่านั้น ประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการถูกเตะ คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้ความว่าโจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2563)
เมื่อผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ระบุว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกที่ข้อศอกซ้ายขนาด 3 เซนติเมตร ที่ริมฝีปากล่างมุมซ้ายด้านในขนาด 1 เซนติเมตร ที่แก้มซ้าย ขนาด 1 เซนติเมตร และมีบาดแผลฟกซ้ำบวมที่หน้าผากขวา ขนาด 3 เซนติเมตร ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561)
การที่จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านโดยใช้คำว่า “ปลัดส้นตีน” ซึ่งเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 136 สำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจภายในร้าน โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558)
กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เพียงแต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ด้วยความคึกคะนองเพื่อให้เกิดความอับอาย โดยมิได้ประสงค์ให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตาย ก่อนที่จะมีคนช่วยเหลือขึ้นมาจากแม่น้ำ ผู้เสียหายทั้งสี่ยังสามารถพยุงตัวลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่าขณะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ไหลเชี่ยวมากนัก ขณะที่กระทำการดังกล่าวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่น่าจะเล็งเห็นอยู่แล้วว่าอาจทำให้ผู้ตายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสี่ถึงแก่ความตายได้ แต่เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดผลเกินเจตนา กล่าวคือเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ย่อมต้องมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสี่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16867/2557)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจ ว. แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจ ว. ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20388/2555)
การที่จำเลยขับรถยนต์กระบะชนรถจักรยานยนต์สายตรวจที่จอดขวางอยู่ก็เพื่อต้องการเปิดทางหลบหนีการจับกุม ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 3 ที่ยืนอยู่บริเวณที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจอดได้รับบาดเจ็บได้ จึงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เมื่อผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 3 คงมีอาการปวดแก้มก้น 2 ข้าง และปวดขาข้างขวาถึงเท้า รักษาให้หายภายใน 7 วัน หากไม่มีโรคแทรกซ้อนตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2555)
พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่เป็นการใช้อาวุธปืนยิงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น และการที่จำเลยใช้แขนล๊อกคอผู้เสียหายเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14482/2555)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 296 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 391 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด ตามมาตรา 391 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633 – 2634/2554)
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าแต่ผู้เสียหาย หลบหลีกได้ทันจึงไม่ถึงแก่ความตาย และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยชกต่อยผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายการกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 391 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2554)
ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่การหรือจิตใจอย่างไร ทั้งตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียงบาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมที่บริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย 1 แผล กับที่ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก 1 แผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการถูกจำเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553)
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนจึงมีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553)
ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เมื่อพิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว ถือว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2553)
ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 และความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 ความผิดทั้งสองฐานมีอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้และเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6371/2553)
การทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 295 นั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยและบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกัน ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยใช้กำปั้นและมือทุบตีบริเวณท้ายทอยและด้านหลังหลายครั้ง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ปรากฏบาดแผล ทั้งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายบริเวณใบหน้าของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นเพียงความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งรวมการกระทำความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายอยู่ในตัว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2550)
ผู้ตายกับ ช. ชกต่อยกับ ก. และ ร. ระหว่างนั้น ว. วิ่งเข้าไปใช้อาวุธมีดฟันศีรษะผู้ตาย 9 ที แล้ววิ่งหนีไป ต่อมาจำเลยวิ่งไปใช้ขวดตีศีรษะผู้ตาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า จำเลย ก. ร. และ ว. ร่วมกันคบคิดจะฆ่าผู้ตายมาก่อน ผู้ตายกับจำเลยและพวกไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างรุนแรงถึงขนาดจะเอาชีวิตกันมาก่อน จำเลยไม่เคยรู้จักกับผู้ตาย เบื้องต้นจำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์มาเที่ยวงานวัด จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่า ว. มีอาวุธ ก. กับ ร. ไม่ได้ชักชวนให้จำเลยไปทำร้ายผู้ตาย เหตุที่จำเลยใช้ขวดตีทำร้ายผู้ตายเกิดจากความไม่พอใจและหมั่นไส้ในกิริยาท่าทางและมีอาการเมาสุราเท่านั้น และเหตุที่จำเลยกับพวกวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ด้วยกัน เพราะเมื่อตอนมาเที่ยวงานวัดที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกมาด้วยกันจึงต้องกลับด้วยกัน บาดแผลที่ผู้ตายได้รับมิใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่น การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ถึงอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7368/2546)
จำเลยเข้ามาจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นพร้อมกับพูดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามา จำเลยก็ปล่อยมือของโจทก์ โดยใช้เวลาจับมือของโจทก์ไว้ไม่ถึงหนึ่งนาที เจตนาอันแท้จริงของจำเลยในการจับข้อมือของโจทก์ยกขึ้นก็เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าโจทก์ได้รับเงินค่าเช่าบ้านไว้โดยไม่มีสิทธิจะรับเท่านั้น หาได้มีเจตนาที่จะทำร้ายโจทก์ให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2545)
ชกในขณะจับกุมการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2544)
ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกและฟกช้ำที่คอด้านขวาขนาด 1 x 2 เซนติเมตร และมีบาดแผลถลอกฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้ายขนาด 1 x 1 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า เกิดจากถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกโดยแรง ใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน จะหายเป็นปกติ ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7665/2544)
เหตุเกิดเวลากลางคืนโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 เอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องจำนวน 1 องค์ ของผู้เสียหายไป แต่การที่จำเลยทั้งสามสอบถามผู้เสียหายครั้งแรกที่ป้ายรถโดยสารประจำทางก็โดยมีเจตนาต้องการทราบว่าผู้เสียหายเป็นนักเรียนโรงเรียน ล. หรือไม่ หากว่าเป็นนักเรียนโรงเรียนดังกล่าว จำเลยทั้งสามจะได้แก้แค้น เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่ใช่ จำเลยทั้งสามไม่เชื่อ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายลงจากรถโดยสารประจำทางจึงถูกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันทำร้ายร่างกาย การที่จำเลยที่ 1 เอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปขณะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทราบ และไม่มีเจตนาที่จะร่วมกันชิงทรัพย์หรือลักทรัพย์และจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาแต่แรก คงมีเจตนาทำร้ายร่างกายเท่านั้น ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนตาม ป.อ.มาตรา 339 วรรคสอง จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2541)
การที่จำเลยที่ 2 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายในตอนหลัง และการที่จำเลยที่ 2 มางานเลี้ยง ที่บ้าน ค. พร้อมกับจำเลยที่ 1 ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4949/2540)
รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้ทรัพย์ตามที่จำเลยต้องการ จำเลยตบศีรษะผู้เสียหายอีกหลายที เตะด้วย พิเคราะห์รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ผู้เสียหายมีบาดแผลที่ใบหน้าบริเวณโหนกแก้มขวาบวมช้ำเขียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร มีรอยถลอกเป็นทาง 1 เซนติเมตร ที่บริเวณเขียวช้ำตามร่างกายไม่พบบาดแผล สรุปว่า บาดเจ็บที่ใบหน้าจากของแข็งไม่มีคมใช้เวลารักษาประมาณ 10 วันหาย ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งลักษณะของการกระทำและบาดแผลดังกล่าวเห็นว่า ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2192/2539)
จำเลยที่ 2 เข้าไปในห้องของโรงแรมกับผู้เสียหาย และพร้อมที่จะให้ผู้เสียหายร่วมประเวณีเพื่อจะได้เงินตอบแทนแล้ว แม้ผู้เสียหายจะได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็คิดว่าตนควรจะได้รับค่าร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย 100 บาท เต็มจำนวน เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายเงินให้ครบตามที่ ตกลงกันและยังขู่ว่าจะนำตำรวจมาจับ จำเลยที่ 2 จึงได้ใช้ท่อน้ำประปาตีขาผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ได้ทะเลาะวิวาทกันเรื่องเงินค่าร่วมประเวณีที่หน้าโรงแรมจึงได้ทำร้ายกัน ที่จำเลยที่ 2 ทวงเงินได้จากผู้เสียหายไป 100 บาท จึงไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายขู่เอาทรัพย์จากผู้เสียหายโดยมีเจตนาทุจริต เมื่อผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 2 ตีแล้ว ขณะกำลังยืนเจ็บอยู่ จำเลยที่ 2 วิ่งไปตามจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาจำเลย ที่ 1 ขู่ว่าจะให้หรือไม่และชกผู้เสียหาย 1 ที และจำเลยที่ 3 พูดว่าให้เขาไปเถอะเงิน 100 บาท เท่านั้น ผู้เสียหายจึงยอมให้เงินจำเลยที่ 3 ไป 100 บาทเพื่อเอาไปให้จำเลยที่ 2 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องในภายหลัง มิได้สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ 2 ในเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อขู่เข็ญให้ผู้เสียหายส่งเงินให้ 100 บาท โดยมีเจตนาทุจริตแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5094/2538)
จำเลยทั้งสองไปงานเทศกาลทำบุญวันสารท ที่วัดปากสระ ไม่ได้เจตนาร่วมกันไปฆ่าผู้เสียหายมาตั้งแต่แรก เมื่อพบผู้เสียหายที่หน้าศาลาการเปรียญจำเลยที่ 1 เข้าไปใช้อาวุธปืนจ่อที่ขมับซ้ายของผู้เสียหายผู้เสียหายปัด กระสุนปืนจึงลั่น เป็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไม่คาดคิดมาก่อน โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่า จำเลยทั้งสองปรึกษาร่วมกันฆ่าผู้เสียหายมาก่อนหรือในขณะนั้น เพียงแต่เมื่อกระสุนปืนลั่นถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายแย่งอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 ได้ส่วนกระบอกปืนไป จำเลยที่ 1 ก็กำส่วนด้ามปืนไว้ เมื่อนายสว่างเข้าไปช่วยยกผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงกระโดดเข้าไปถีบผู้เสียหายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กระทำเพียงถีบผู้เสียหายเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ก็เนื่องจากมาวัดปากสระด้วยรถจักรยานยนต์ด้วยกัน และหนีไปหลังจากมีคนมาแยกผู้เสียหายออกจากจำเลยทั้งสองแล้ว ไม่ใช่หลบหนีเพราะกลัวคนเห็นหรือฆ่าผู้เสียหายได้สำเร็จ พฤติการณ์ดังได้วินิจฉัยมายังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าทำร้ายผู้เสียหายโดยถีบผู้เสียหายเท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3864/2537)
จำเลยเพียงแต่ใช้มือทำร้ายผู้เสียหายและบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเพียงแต่ช้ำบวมที่หัวคิ้วขวาเท่านั้นไม่มีโลหิตออก ทั้งการที่แพทย์ลงความเห็นว่า บาดแผลจะหายภายใน 10 วัน นั้น ก็เป็นแต่การคาดคะเน บาดแผลดังกล่าวอาจจะหายภายในเวลาไม่ถึง 10 วันก็ได้ พิเคราะห์ถึงการกระทำของจำเลยและบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับประกอบด้วย แสดงว่า จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2536)
จำเลยจะใช้อาวุธปืนจะยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายกระโดดจากบ้านล้มลงมีบาดแผล ถือเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2536)
จำเลยเพียงแต่ใช้มือจับแขนขวาของผู้เสียหายกระชากไพล่ไปทางด้านหลังเป็นเหตุให้ เส้นเอ็นที่หัวไหล่ขวาของผู้เสียหายอักเสบเล็กน้อย ไม่มีบาดแผลช้ำบวมภายนอก ใช้เวลารักษาประมาณ 15 วัน ถือว่าไม่เป็นอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2536)
ป. พวกของจำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเพราะ ป. ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกศอกขึ้นกันถูกศีรษะ ป. สาเหตุดังกล่าวเป็นเหตุเพียงเล็กน้อยไม่ทำให้ ป. กับพวกโกรธแค้นถึงกับจะต้องฆ่าผู้เสียหาย เมื่อ ป. กับพวกและจำเลยพบกับผู้เสียหาย ป. ได้พูดจาโต้เถียงแล้วพวกของ ป. ชกผู้เสียหาย ห. ใช้มีดปลายแหลมแทงผู้เสียหาย จำเลยกับพวกที่เหลือเข้ามารุมต่อยแสดงว่า พวก ป. มีความโกรธเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ทั้งไม่ปรากฏว่าได้สมคบกันมาก่อน ต่างคนต่างมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น แต่ละคนจึงมีความผิดตามผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแต่ละคน เมื่อจำเลยเพียงแต่ชกต่อยผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายไม่มีแผลฟกช้ำซึ่งแสดงว่าถูกต่อย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1583/2535)
โจทก์ร่วมมีบาดแผล 2 แห่ง คือที่ใต้ศอกขวา แผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ลึกใต้ผิวหนังและบวม กับที่หางตาขวาบวมแดงพื้นที่ประมาณ 1×1 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่าแผลถูกของแข็งรักษาประมาณ 7 วัน ถือเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงบาดเจ็บจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2535)
พวกจำเลยล้อมรถขายไอศกรีมของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ 3 เข้าต่อรองราคา แม้จะเป็นราคาที่อาจรู้ว่า ผู้เสียหายไม่ตกลงด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อผู้เสียหาย การล้อมรถโดยไม่ปรากฏว่า มีท่าทางว่าจะเข้ามาทำร้ายผู้เสียหาย เพียงแต่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ก่อน ไม่ถือว่าเป็นการใช้พวกเข้า ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ผู้เสียหายยอมจะให้ทรัพย์แก่พวกจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ จำเลยที่ 3 เจ้ามาขอซื้อไอศกรีม 7-8 แท่ง ในราคา 1 บาท จนผู้เสียหายไม่พอใจและชักอาวุธออกมา จำเลยทั้งสาม จึงกลุ้มรุมทำร้ายผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายชักอาวุธออกมา มิใช่เพราะเจตนาจะทำร้ายผู้เสียหายเพื่อประสงค์ต่อไอศกรีมของผู้เสียหายแต่แรก ทั้งยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 หยิบเอาไอศกรีม ไปแจกจ่ายพวกจำเลย ประกอบกับหลังจากนั้น โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยทั้งสามร่วมกัน ลักเอาไอศกรีมดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่เป็นความผิดทำร้ายร่างกาย ผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์มีความเห็นว่ามีรอยบวมเล็กน้อยที่ขมับด้านซ้าย บาดแผลรักษาหายภายใน 3 วัน เป็นความเป็นผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2535)
ขณะเกิดเหตุคนที่มาในงานเลี้ยงโกรธผู้ตายที่ยิงปืน จึงต่างคนต่างทำร้ายผู้ตาย โดยจำเลยเพียงเข้าไปเตะและกระทืบผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ในครัว มิได้ใช้สิ่งใดเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายผู้ตาย จำเลยได้กระทำไปตามลำพังโดยมิได้ร่วมหรือสมคบกับผู้อื่น ประกอบกับปรากฏจากบาดแผลของผู้ตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพว่า ที่เหนือคิ้วขวามีรอยถูกของแข็งตีเป็นบาดแผลยาว 1 นิ้ว ตรงกลางหน้าผากถูกของแข็งยาว 5 นิ้วเศษ ยุบลึกลงไป 1 นิ้ว ใต้ตาขวาถูกของแข็งตีแตกยาว 1 นิ้ว โดยบาดแผลแต่ละแห่งนั้นเกิดจากการถูกตีด้วยความแรงจนกะโหลก ศีรษะยุบและแตกเป็นชิ้นร่างกายส่วนอื่นไม่มีบาดแผลใด และเหตุที่ตายเนื่องจากผู้ตายถูกตีด้วยของแข็งอย่างแรงหลายที เป็นเหตุให้กะโหลกศีรษะแตกและยุบ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง เชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายทันที ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่าที่จำเลยเตะและกระทืบผู้ตายมิได้เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดแผลดังกล่าว ทั้งร่างกายส่วนอื่นนอกจากบาดแผลนั้นก็ไม่ปรากฏว่า มีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำอื่นใดอีก อีกยังเชื่อไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับผู้อื่นโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายการกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงการ ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3913/2534)
จำเลยชกที่กกหูของ ส. โจทก์ร่วม 1 ที แล้วพวกของจำเลยวิ่งเข้ามาทำร้ายพวกโจทก์ร่วม โดยใช้มีดฟันและใช้ขวดตี เป็นเหตุให้ ค. โจทก์ร่วมอีกคนหนึ่ง ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ส. และ พ. โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย โดยจำเลยกับพวกมิได้นัดหมายให้ช่วยกันทำร้าย หรือจำเลยบอกให้พวก ทำร้ายโจทก์ร่วม และเมื่อโจทก์ร่วมบางคนวิ่งหนีจำเลยหรือพวกจำเลยก็มิได้เข้าไปทำร้ายซ้ำเติม ค. โจทก์ร่วมซึ่งได้รับบาดเจ็บนอนอยู่หน้าร้านจำเลยอีก แต่วิ่งออกจากร้านตาม พ. และพวกโจทก์ร่วมไป โดยมิได้แสดงท่าทางว่าจะทำร้ายอีกแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมในความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยคงมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3321/2533)
ผู้เสียหายขับรถยนต์โดยสารไปส่งคนโดยสารที่ปลายทางเมื่อจอดรถให้คนโดยสารลงแล้ว จำเลยเดินตรงมาตบหน้าผู้เสียหาย 1 ที ผู้เสียหายเปิดประตูลงจากรถเพื่อจะชกจำเลย จำเลยขึ้นไปบนรถขับรถแล่นวนไปวนมาในบริเวณที่เกิดเหตุประมาณ 5 นาที แล้วขับไปจอดทิ้งไว้ในทุ่งนา ซึ่งมีป่าละเมาะห่างจากถนนประมาณครึ่งกิโลเมตร และห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยตบหน้าผู้เสียหายเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339(1) ถึง (5) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย ตามมาตรา 391 กระทงหนึ่งและฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2532)
จำเลยทั้งสองทราบดีว่า ส. กับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนวันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับ ส. เดินไปพบผู้ตายกับพวก ส. ชักมีดปลายแหลมไล่แทงทำร้ายผู้ตาย จำเลยทั้งสองได้วิ่งตาม ส. เข้าไปด้วย เมื่อ ส. แทงผู้ตายแล้ว จำเลยทั้งสองได้ช่วยกันกระทืบผู้ตายซ้ำ แล้วจำเลยทั้งสองกับ ส. ก็ได้หลบหนีไปด้วยกัน แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยกับพวกที่จะร่วมกันแทงทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้แทงผู้ตาย เพียงแต่กระทืบผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็ตาม เมื่อการตายของผู้ตายเกิดจากการแทงทำร้ายของพวกจำเลย ก็ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาด้วย จำเลยทั้งสองกับพวกมาพบผู้ตายโดยบังเอิญ แล้วได้ร่วมกัน ทำร้ายผู้ตายทันที ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกับพวกมีแผนการหรือไตร่ตรองไว้ก่อนในการที่จะฆ่าผู้ตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2532)
การที่จำเลยเพียงแต่ร้องบอกว่า “เอามันให้ตายเลย” แล้วพวกของจำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น เป็นการที่จำเลยก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมาก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บฟกช้ำที่ใบหน้าด้านซ้ายเพียงแห่งเดียวแพทย์ลงความเห็นว่า รักษาประมาณ 7 วัน ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้กระทำความผิดคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2531)
จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1 จับคอเสื้อและใช้แขนรัดคอของผู้เสียหายแล้วถามว่า “เอ็งงัดบ้านข้าใช่ไหม” ผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ขู่ผู้เสียหายให้รับสารภาพอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมรับสารภาพจำเลยที่ 1 จึงชักดาบปลายปืนยาวประมาณ 8 นิ้วฟุต ออกมาจี้หลังผู้เสียหายและขู่ให้รับสารภาพ ผู้เสียหายไม่ยอมรับสารภาพ จำเลยที่ 1 จึงสอดดาบปลายปืนเข้าไปในเสื้อของผู้เสียหายแล้วกรีดที่หลังและหน้าท้องของผู้เสียหายประมาณ 10 แห่ง กรีดเป็นรอยลึกและมีโลหิตไหล จำเลยที่ 2 ชักอาวุธปืนออกมาจ่อที่ศีรษะของผู้เสียหายแล้วพูดว่า ถ้าไม่รับจะยิงให้ตาย หลังจากเกิดเหตุแล้ว 5 วัน พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปให้แพทย์ตรวจชันสูตรบาดแผล แพทย์บันทึกในรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายว่า พบรอยตกสะเก็ดที่เกิดจากของมีคมบาด ที่ด้านหลังและที่หน้าเล็กน้อย บาดแผลหายภายใน 1 สัปดาห์ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยประกอบด้วยลักษณะบาดแผลเช่นนี้ ถือได้ว่ากระทำให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว หาใช่เป็นความผิดตามมาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2822/2531)
จำเลยเอามีดพร้าวางบนคอผู้เสียหายแล้วเกิดการแย่งมีดกันทำให้บริเวณต้นคอด้านซ้าย ของผู้เสียหายมีรอยถูกกระแทกด้วยของแข็งเป็นปื้นสีแดงและมีรอยถลอกเป็นเส้นยาว 3 นิ้วฟุต ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่า เป็นบาดแผลถึงกับเป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กาย จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1937/2531)
จำเลยให้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยจับมือและบีบคอขู่ไม่ให้ร้อง เพื่อความสะดวกแก่การที่จะกระทำผิดในทางเพศ มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายหลบหนีจำเลยจึงเอาทรัพย์ ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตเกิดขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และฐานใช้กำลังทำร้าย ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กระทงหนึ่งและเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009/2530)
การที่จำเลยเข้าไปดึงสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายใส่อยู่ขาดแล้วผลักผู้เสียหายเซไปถูกรถ ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลโดนเล็บที่บริเวณหน้าอกแต่โลหิตไม่ไหล เป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4441/2530)
จำเลยเพียงแต่ใช้มือตบตี และใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกขว้างผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าไม้ไผ่ดังกล่าว มีขนาดใหญ่เล็กเพียงใด บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับก็เป็นเพียงรอยถลอกไม่มีโลหิตไหล อีกแห่งหนึ่งเพียง แต่บวม เมื่อกดตรงที่บวมจึงเจ็บและจะรักษาหายได้ในเวลาประมาณ 5 วัน ซึ่งเป็นเพียงการคาดคะเนของแพทย์ความจริงอาจจะหายเป็นปกติภายในเวลาไม่ถึงกำหนดที่กะประมาณไว้ก็ได้ จำเลยคงมีความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2530)
จำเลยกับพวกและผู้เสียหายกับพวกวิวาทชกกันเพราะเหตุไม่ชอบหน้ากัน เสื้อที่พาดไว้ ที่ไหล่ผู้เสียหายตกลงที่พื้น โดยจำเลยมิได้กระชากยื้อแย่งจากตัวผู้เสียหาย แล้วจำเลยหยิบเอาเสื้อของผู้เสียหายวิ่งหนีไปขึ้นรถประจำทางภายหลังที่การชกต่อยกันสิ้นสุดลงแล้ว เช่นนี้แสดงว่า จำเลยมีเจตนา ลักเอาเสื้อดังกล่าวภายหลังที่เสื้อตกลงที่พื้นแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 334 และ 391 หาใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2530)
จำเลยชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกหลายครั้ง แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วไม่พบบาดแผลและไม่มีรอยพกช้ำ เพียงแต่ผู้เสียหายบอกว่าเจ็บที่หน้าอกเวลากดแพทย์จึงมีความเห็นว่า กล้ามเนื้อที่หน้าอกช้ำรักษาประมาณ 5 วัน หาย ลักษณะบาดแผลเช่นนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 การกระทำของจำเลยเป็นเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุ ให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2529)
จำเลยเพียงแต่ใช้มือทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีบาดแผลช้ำบวม 2 แห่ง ไม่มีโลหิตออก แม้แพทย์ลงความเห็นว่า จะหายเป็นปกติภายใน 10 วัน ก็เป็นเพียงการคาดคะเน เพราะอาจจะหายก่อน 10 วันก็ได้ จำเลยจึงคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2527)
จำเลยได้ทำร้ายผู้เสียหายปรากฏ บาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล คือ ริมฝีปากช้ำบวม แก้มข้างซ้ายบวมปวด ข้อเท้าซ้ายเคล็ดปวด คอด้านหลังปวดเวลาก้มเงย และปวดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก รักษา 5 วัน เช่นนี้ บาดแผลของผู้เสียหายถึงช้ำบวมที่ริมฝีปากบวมปวดที่แก้ม ข้อเท้าเคล็ดและปวด เวลาก้มเงยคอด้านหลังปวด ทั้งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกปวด รักษาหายประมาณถึง 5 วัน เช่นนี้ก็นับได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หาใช่มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2527)
การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายนั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ความรุนแรงแห่งการกระทำของจำเลยประกอบกับบาดแผลที่ผู้ถูกทำร้ายได้รับ จำเลยซึ่งเป็นหญิงใช้เล็บข่วนดั้งจมูกผู้เสียหายเป็นรอยเล็บข่วนยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีโลหิตไหล ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1867/2527)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 80, 83 เมื่อทางพิจารณาปรากฏว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงฐานทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ศาลก็ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2526)
การที่จำเลยกับผู้เสียหายกอดปล้ำฟัดเหวี่ยงพลิกไปพลิกมาเพื่อแย่งมีดกันนั้น อาจเป็นเหตุให้มีดที่แย่งกันซึ่งเป็นมีดปลายแหลมแทงเข้าไปที่สะบักซ้ายด้านหลังของผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่มีเจตนา แทงได้ กรณีไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยเหตุที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายเป็นฝ่ายที่ท้าจำเลยให้ต่อย กันก่อน มีดที่แย่งกันก็เป็นมีดของผู้เสียหายที่ผู้เสียหายหยิบขึ้นมาเพื่อใช้แทงจำเลยก่อน ฟังไม่ได้ว่าจำเลย ใช้มีดแทงผู้เสียหาย คงฟังได้เพียงว่าจำเลยชกต่อยผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. ม.391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2525)
การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่จับแขนโจทก์ซึ่งวางที่ประตูรถยนต์มิได้ดึงกระชาก ไม่เป็นการใช้กำลังทำร้ายโจทก์โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584/2522)
บาดแผลถูกฟันด้วยมีดดาบ 2 แผล กว้าง 1 ซ.ม. ยาว 2 ซ.ม. ลึกหนังถลอก ไม่ถึงเป็นอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2520)
จำเลยใช้กำลังจับมือผู้ตายให้ลุกขึ้นโดยผู้ตายไม่สมัครใจ เมื่อผู้ตายบอกว่าจะไปสวม เสื้อก่อน จำเลยจึงปล่อย ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังทำร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2519)
จำเลยตบปากโจทก์ 2 ครั้ง ต่อหน้าคนประมาณ 60 คนไม่มีบาดแผล เป็นแต่ริมฝีปาก บนบวมใช้เวลารักษา 3 วัน บาดแผลของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่จิตใจของโจทก์ เหตุที่ให้เกิดอันตรายแก่จิตใจต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของจำเลย ประกอบบาดแผลของโจทก์ผู้ถูกทำร้าย มิได้ขึ้นกับความรู้สึกของโจทก์ว่า เป็นการหยามน้ำใจต่อหน้าคนทั้งปวง หรือเป็นการทำร้ายจิตใจให้เกิดความหวาดหวั่นระแวงอยู่ตลอดเวลา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 46/2519)
ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาจึงจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1119/2517)
กรณีที่จำเลยใช้กำลังทำร้ายภรรยาของตน แม้จะมีแผล 6 แห่ง ก็เป็นเพียงรอยช้ำ อันไม่ปรากฏขนาดว่าใหญ่โตแค่ไหน และอาจรักษาหายได้ภายใน 5 วันเท่านั้น จึงไม่ส่งผลให้เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของภรรยาของจำเลยได้ ไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 295 แต่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2511)
การทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยและบาดแผลของผู้เสียหายประกอบกัน ใช้มือชกต่อยและ ใช้เท้าเตะผู้เสียหาย มีบาดแผลที่หน้าผากข้างขวาถลอกโหนกแก้มขวาบวมเล็กน้อย รักษาประมาณ 5 วันหาย ไม่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จึงผิดเพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2510)
รอยบาดเจ็บเพียงโหนกแก้มถลอกโตกลมประมาณ 3 เซนติเมตร เข่าบวมโตกลมประมาณ 5 เซ็นติเมตร ข้อศอกหนังถลอกโตกลมประมาณ 5 เซ็นติเมตร รักษาประมาณ 4 วัน ยังไม่เป็นอันตราย แก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 202/2510)
ใช้มีดดาบแทงทำร้ายถูกชายโครงซ้ายมีรอยช้ำแดงโตกลมครึ่งเซนติเมตร รักษาประมาณ 5 วันหาย นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จึงผิดเพียงมาตรา 391 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2507)
เตะและถีบผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายถึงถลอกและช้ำ ต้องรักษาประมาณ 2 วัน จึงจะหาย ดังนี้ ถือว่ายังไม่ถึงขั้นเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหาย คงเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2507) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 688/2507)
จำเลยเพียงแต่ใช้เท้าเตะและใช้มือตบผู้เสียหาย มิได้ใช้อาวุธทำร้ายผู้เสียหายได้รับบาดแผลเพียงฟกช้ำเท่านั้นและรักษาเพียง 5 วัน ก็หาย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 คงเป็นผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2506)

มาถึงตรงนี้ ผมขอชื่นชมและขอบคุณที่แฟนๆตั้งใจอ่านจนครบ อยากให้ทบทวนข้อมูล อ่านอีกหลายๆรอบนะครับ สำหรับแฟนๆที่สนใจ หรือจะแอดไลน์มาสอบถามปรึกษาได้ทาง Line ID: @10hotline

และสามารถติดตาม รายการสายด่วนรัฐสภา ออกอากาศสดทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. ผ่านทางช่อง 10 สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา และวิทยุรัฐสภา FM 87.5 MHz เป็นรายการเพื่อประชาชนในการปรึกษากฎหมาย ร้องเรียนปัญหาทั่วไป และให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างฯนะครับ
ขอบคุณในการติดตามนะครับ
อานันท์ จันทร์ศรี
ผู้ดำเนินรายการ สายด่วนรัฐสภา





