“สายด่วนรัฐสภา” ตอนที่ 135: เจาะลึกกฎหมายที่ดินและทรัพย์สิน—เมื่อ ‘ทิฐิ’ นำไปสู่คดีความ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.69 ที่ผ่านมา รายการสายด่วนรัฐสภา ดำเนินรายการโดย คุณอานันท์ จันทร์ศรี และมี ทนายความสุชาติ ชมกุล เป็นวิทยากรประจำรายการ ได้หยิบยกประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจและใกล้ตัวประชาชนมาอธิบาย พร้อมทั้งเปิดสายรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ฟังทางบ้าน โดยมีประเด็นหลักและช่วงตอบคำถามที่สามารถสรุปเป็นสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ประเด็นหลักประจำตอน: การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต (เอกสาร 135) ปัญหาการสร้างบ้านหรือโรงเรือนรุกล้ำเขตที่ดินของเพื่อนบ้านเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเกิดจากการไม่ได้สอบเขตที่ดินให้ชัดเจนก่อนก่อสร้าง หรือครอบครองที่ดินตามความเข้าใจเดิม กฎหมายได้แบ่งกรณีการรุกล้ำออกเป็น 2 ลักษณะสำคัญ คือ:

  • การรุกล้ำโดยสุจริต: หากผู้สร้างเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นที่ดินของตนเอง กฎหมายจะให้ความคุ้มครองและมีทางออกให้ โดยให้สิทธิบางประการแก่ผู้ก่อสร้าง และกำหนดข้อบังคับสำหรับเจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำ
  • การรุกล้ำโดยไม่สุจริต: หากผู้สร้างรู้อยู่แล้วว่ารุกล้ำแต่ยังฝืนสร้าง กฎหมายจะไม่ให้ทางออก และผู้รุกล้ำจะต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้นออกไป

2. ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน: การแบ่งทรัพย์สินกรณีอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรส สายของคุณพิบูลสอบถามเรื่องการแยกทางและแบ่งทรัพย์สินกับคู่รักที่ทำงานร่วมกันมาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทนายสุชาติได้ให้ความรู้ทางกฎหมายว่า ในทางกฎหมาย หากไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะไม่มีความผูกพันเรื่อง “การหย่า” สามารถแยกทางกันได้เลย ส่วนเรื่องทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภรรยา จะถือเป็น “ทรัพย์สินร่วมกัน” (คล้ายลักษณะของหุ้นส่วน) ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีสิทธิคนละครึ่ง

  • แนวทางการแก้ปัญหา: ควรลดทิฐิ ทำบัญชีรายการทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกัน และเจรจาตกลงแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม โดยจัดทำเป็น “หนังสือบันทึกข้อตกลง” และลงลายมือชื่อพร้อมพยานให้เรียบร้อย
  • ข้อยกเว้น: ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาเป็นการเฉพาะ เช่น พ่อแม่ให้มา ไม่ถือเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน และไม่ต้องนำมาแบ่ง

3. ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน: การปลูกต้นไม้ในทางสาธารณะและการทำลายทรัพย์สิน สายของคุณรัชตะสอบถามกรณีนำต้นไม้ไปปลูกบนที่ดินที่แบ่งไว้เป็นทางเดิน (แต่ไม่มีคนใช้งาน) ต่อมาอีกฝ่ายได้นำรถแม็คโครมาขุดทำลายต้นไม้ทิ้ง และเมื่อไปแจ้งความ ตำรวจกลับไม่รับแจ้ง ทนายสุชาติชี้แจงว่า ทางเดินดังกล่าวนั้นแท้จริงแล้วได้ถูกยกให้เป็น “ทางสาธารณประโยชน์” ไปแล้ว ซึ่งนำไปสู่ข้อกฎหมายดังนี้:

  • ความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะ: การที่ผู้ร้องนำต้นไม้ไปปลูกบนทางสาธารณะ ถือเป็นการถือวิสาสะบุกรุกที่ดินของรัฐ แม้จะไม่มีใครใช้งานทางนั้นก็ตาม ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้
  • ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์: แม้ต้นไม้จะปลูกในที่สาธารณะ แต่ทรัพย์สินก็ยังเป็นของผู้ปลูก การที่บุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ) เข้าไปทำลาย ถือเป็นการทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความได้
  • บทสรุป: การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยไกล่เกลี่ยและไม่รับแจ้งความ ถือเป็นการหาทางออกเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย เพราะหากผู้ร้องแจ้งความเอาผิดอีกฝ่ายฐานทำให้เสียทรัพย์ ผู้ร้องเองก็อาจจะถูกดำเนินคดีกลับในข้อหาบุกรุกทางสาธารณะซึ่งมีโทษหนักกว่า

4. ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน: ข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินและการรังวัด สายของคุณปองมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านเรื่องแนวเขตที่ดิน เนื่องจากเพื่อนบ้านยื่นขอสอบเขตเพื่อสร้างรั้ว และพบว่าแนวเขตล้ำเข้ามาในบริเวณที่คุณปองเข้าใจว่าเป็นของตนเองประมาณ 1 เมตร จึงได้ไปยื่นเรื่องคัดค้าน และมีความคิดที่จะไปจ้างช่างรังวัดเอกชนมาวัดใหม่ ทนายสุชาติได้ให้คำแนะนำที่สำคัญคือ:

  • เทคโนโลยีการรังวัดในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก: ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่ดินใช้เทคโนโลยีและ “หลักพยาน” ในการกำหนดจุด ซึ่งสามารถคำนวณพิกัดได้อย่างแม่นยำแม้ว่าหมุดที่ดินเดิมจะสูญหายหรือถูกย้ายไปก็ตาม
  • การจ้างเอกชนต้องอิงข้อมูลราชการ: แม้จะจ้างช่างรังวัดเอกชนมาวัด สุดท้ายเอกชนก็ต้องอิงหมุดและหลักฐานการรังวัดของทางราชการอยู่ดี การจ้างเอกชนจึงอาจเป็นการเสียเงินและเวลาโดยเปล่าประโยชน์หากทำไปด้วยความทิฐิ
  • แนวทางการแก้ปัญหา: เมื่อเจ้าหน้าที่นัดไกล่เกลี่ย ควรรับฟังคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนกลางและมีหลักฐานทางวิชาการชัดเจน หากสามารถตกลงกันได้ก็จะจบเรื่องได้ด้วยดี เพราะหากตกลงกันไม่ได้และต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาล ศาลก็จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมารังวัดอยู่ดี ซึ่งจะไม่คุ้มค่ากับทั้งค่าทนายความ เวลา และความรู้สึกที่ต้องเสียไป

บทสรุปทิ้งท้าย จากข้อปัญหาพิพาททั้งหมดในรายการ จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องที่ดินและทรัพย์สินมักเกิดจากการปล่อยปละละเลยความไม่ชัดเจนในอดีต และเมื่อเกิดปัญหา การใช้ “ทิฐิ” เพื่อเอาชนะกันมักนำไปสู่การฟ้องร้องที่เสียทั้งเงินและเวลา การเจรจาพูดคุยกันด้วยเหตุผลและรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการระงับข้อพิพาท

สำหรับแฟนๆที่สนใจ สามารถติดตามรายการย้อนหลังได้ทาง เว็บแอปพลิเคชัน TPchannel หรือ www.tpchannel.org

ชวนเพื่อนๆเข้ากลุ่มไลน์ เพื่อรับข่าวสาร AI

หรือกดที่ลิ้งค์ https://line.me/ti/g2/oDOiEXWEWPAbslz-3LtaOShg4qxIx1YOMA71UA?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default

Piyapon pongkaew

บรรณาธิการ / คอลัมนิสต์ ThinkerFriend

New Media Scholar and Data Analyst: MEDIA AI

นักพัฒนานวัตกรรม AI ThinkerFriend – เพื่อนคิด

contact : numsiam.pr@gmail.com

ThinkerFriend.com สังคมแห่งการแบ่งปัน เรื่องราวดีๆ โดยนักคิด นักเรียน และความรู้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับชาว ThinkerFriend ทุกคน

ยอดติดตามทุกช่องทางกว่า 50,000 follow up

สนใจติดต่อ

numsiam.pr@gmail.com